GhostHouse

คฤหาสน์วิญญาณหลอน[1]

posted on 16 May 2009 23:51 by alkazia  in GhostHouse

Verse 1 : ตุ๊กตา...

 

Ghostly: 1


บ้านโบราณหลังนั้น... หากจะเรียกให้ถูกต้องสมศักดิ์ศรีของมันก็คือคฤหาสน์ คฤหาสน์ที่ก่อสร้างงดงามด้วยศิลปะแนวยุโรป หลังใหญ่ตระการตั้งอยู่บนที่ดินกว้างขวางชาญเมืองหลวง จากประตูหน้าบ้านมองไปทางไหนก็ราวกับป่าชัฏ พื้นที่สวนล้อมรอบบ้านล้วนเต็มไปด้วยไม้ใหญ่ยืนต้นไร้การตัดแต่ง หลังบ้านคือบึงกว้างปลูกสัตตบงกชเบ่งบานจนแทบมิเห็นตัวปลาแหวกว่ายในบึงน้ำ เยื้องบึงใหญ่เป็นป่าละเมาะขนาดย่อมมีรั้วไม้กั้นและป้าย 'ห้ามเข้า' ติดไว้ชัดเจนบนประตูไม้บานเล็กของรั้ว กราดสายตากลับมองยังตัวบ้าน แม้หลังใหญ่ตระการก่อสร้างด้วยศิลปะอันวิจิตร หากสภาพของบ้านช่างทรุดโทรมเก่าคร่าราวกับถูกทิ้งร้างเนิ่นนานนับหลายสิบปี


"นายใช่ไหมเจ้าบ้าน?"
ประโยคคำถามเหมือนเอ่ยมาจากตำแหน่งสูงเหนือศีรษะเด็กหนุ่มอยู่มิน้อย รัตนะแหงนหน้ามองยังหน้าต่างชั้น 3 ของบ้านอันควรจะเปล่าร้าง จากสวนหลังบ้านมองขึ้นไปเห็นหน้าต่างทรงโบราณบานหนึ่งเปิดกว้าง มีเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตา เส้นผมปล่อยตรงเหยียดยาวสีราตรี คาดผมด้วยเดรสลูกไม้แต่งริบบิ้นสีชมพู่อ่อนติดระบายสีขาว โผล่หน้ามองเขาออกมาจากหน้าต่างบานนั้น

"อย่าเข้าไปในป่านั่นดีกว่านะ ถึงนายจะเป็นหลานของคมก็เถอะ" เธอบอกกับเด็กหนุ่มที่ได้แต่แหงนหน้ามองขึ้นมาสบดวงตาสีราตรีของเธอ

รัตนะนิ่งเงียบ ไม่กล่าวตอบคำพูดใดต่อเด็กหญิง ใบหน้าคมแสดงกิริยาเพียงแค่ขมวดคิ้วก่อนจะลดสายตาจากหน้าต่างชั้นสองของบ้านรูปทรงโบราณมากราดมองยังป่าละเมาะหลังรั้วไม้ น่าจะคือ 'ป่านั่น' ตามที่เด็กหญิงได้บอกกล่าว

"มีอะไรหรือครับ?"
เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นพร้อมกับที่พิพัฒน์ ทนายวัยกลางคนในชุดสูทสีกรมท่าเดินเข้ามาหาเด็กหนุ่มร่างสูงเพรียวที่กำลังหยุดยืนนิ่ง รัตนะรีบปัดสายตาจากป่ามืดทึบมายังทนายแล้วกล่าวตอบเหมือนไม่ใคร่จะให้โดนซักต่อคำถาม

"ไม่มีครับ"
"ถูกใจที่นี่ไหมครับ" ทนายถามขณะยกมือขยับแว่นตากรอบเหลี่ยมซึ่งเลื่อนตกลงมาถึงจมูกให้กลับเข้าที่
"ไม่" ตอบได้ทันควันด้วยน้ำเสียงกร้างแกร่งใร้ความลังเล แต่แล้วใบหน้าคมก็กลับขมวดคิ้วกราดสายตาสำรวจรอบบริเวณบ้านอีกครั้งอย่างลวกๆ

"อย่าทำร้ายจิตใจคนตายนักสิครับ ที่นี่ถึงข้างนอกจะดูอึมครึมแต่ข้างในกว้างขวางและสภาพดีสุดยอดเลยนะครับ" ทนายกล่าวกลั๊วเสียงหัวเราะหึ หึ อยู่เพียงในลำคอ และทันทีเมื่อจบประโยค ร่างสันทัดก็พร้อมทำท่าจะเดินนำเด็กหนุ่มให้ตามเขาเข้าไปดูในตัวบ้าน

"ทำไมถึงเป็นผมล่ะ ไม่ใช่ทายาทสายตรงสักหน่อย เท่าที่รู้พ่อเป็นลูกของน้องชายคนที่สามของปู่นั่นไม่ใช่หรือไง" รัตนะตั้งคำถามกับทนายขณะเดินตามชายคนนั้นไปยังทางเข้าตัวบ้านที่ประตูบ้านเล็กด้านหลัง อันเป็นประตูที่ใกล้กับสวนหลังบ้าน หรือตำแหน่งที่พวกเขายืนอยู่ในเวลานี้

"ท่านอาคมครับ" ทนายความบอกชื่อของ 'ปู่นั่น' แก่หลานชายของปู่อาคม
รัตนะนิ่งเงียบเหมือนไม่สนใจว่าคนที่ตายไปแล้วคนนั้นจะมีชื่อว่าอะไร ดวงตาดั่งความมืดยังคงกราดสำรวจรอบตัวบ้านที่เขารู้สึกว่าไม่น่าพิสมัยต่อไป

"ท่านอาคมมีลูกชายและลูกสาวอีก 3 คนครับ คุณๆ พวกนั้นได้รับมรดกไปตามส่วนที่พ่อแบ่งให้ซึ่งไม่ใช่จำนวนน้อยเลย แต่กับบ้านหลังนี้เท่านั้นที่ท่านเกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตอยู่แล้วครับ ว่าผู้ที่จะได้รับซึ่งเป็นมรดกบ้านหลังนี้ไปอาจไม่ใช่คนในครอบครัวของท่านก็ได้ ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านเอาอะไรมาตัดสินเรื่องว่าควรจะมอบบ้านหลังนี้ให้กับใคร
แต่ท่านได้ชื่อว่าเป็นคนแปลกๆ แบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ บางทีผมก็คิดว่าท่านเพี้ยนๆ แต่พวกชาวบ้านเอาไปลือกันถึงว่าท่านสติไม่ดีเป็นคนบ้าเลยก็มี แต่ยังไงก็ตาม เรื่องที่ท่านเป็นคนดีผมขอรับประกันครับ"
ทนายความเล่าให้ว่าที่เจ้าบ้านคนใหม่รู้ถึงเรื่องราวของอดีตเจ้าบ้าน 'ปู่อาคม' ญาติห่างๆ ของรัตนะที่เด็กหนุ่มเคยเจอหน้าตอนยังมีชีวิตอยู่แทบจะนับครั้งได้


[b]ทั้งสองคนเดินมาถึงประตูทางเข้าหลังบ้าน[/b]
ทนายความหยิบพวงกุญแจวงกลมที่มีลูกกุญแจมากมายออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท เขาเลือกกุญแจดอกหนึ่งในนั้นออกมาไขประตูหลังบ้านให้เปิดออก ร่างสันทัดเดินนำเด็กหนุ่มเข้าไปภายในบ้านก่อนจะหันมาส่งพวงกุญแจวงกลมให้แก่เจ้าของบ้านคนใหม่

"ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าดอกไหนไขประตูไหนบานไหนในบ้านหลังนี้บ้าง จำได้แค่ประตูด้านหน้ากับประตูด้านหลังนี่แหล่ะครับ"

รัตนะรับพวงกุญแจมาจากทนาย โลหะวงกลมพวงใหญ่สอดใส่สวมข้อมือขวาเอาไว้ลวกๆ เหมือนเป็นกำไรดีไซน์ประหลาดที่เจ้าของไม่สนใจต้องการมันนัก เสียงลูกกุญแจที่ข้อมือเขย่ากรุ๊งกริ๊งเมื่อร่างสูงเพรียวเดินตามทนายพิพัฒน์เข้าสู่ภายในของบ้านโบราณหลังนั้น เด็กหนุ่มกราดสายตาสำรวจทั่วทางเดินของตัวบ้าน ในบ้านมืดสลัวอับทึบเหลือเกิน อาจเป็นเพราะหน้าต่างทุกบานของบ้านหลังนี้ปิดมืดเอาไว้หมด

"ไม่มีปัญหาเหรอครับ"
คำถามที่อยู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นมาทำให้ทนายความที่เดินนำหน้าต้องหยุดเหลียวหลังมอง หากคนถามกลับเดินไปตั้งอกตั้งใจเปิดหน้าต่าง พยายามจะให้แสงแดดสาดส่องเข้ามาภายในบ้านให้ให้มากที่สุด ทว่า ต้นไม้ใหญ่ครึ้มรอบตัวบ้านก็มิได้ช่วยให้บ้านหลังนี้เมื่อเปิดหน้าต่างกว้างออกมาแล้วดูสว่างขึ้นไปกว่า
ตอนปิดหน้าต่างเท่าไรนักเลย

"เรื่องอะไรครับ?" พิพัฒน์ถามเด็กหนุ่ม

"ก็มรดก..."
มรดก ในความหมายที่ทายาทผู้รับมรดกคนนี้ถามถึง มิใช่เพียงบ้านหลังตระการทรงโบราณแต่เพียงเท่านั้น หากยังหมายความรวมถึงสมบัติทุกชิ้นในบ้านที่จะต้องตกเป็นของเขาทั้งหมดหากเด็กหนุ่มจะยินยอม
เซ็นรับมรดกของปู่เพี้ยนๆ เจ้าของบ้านคนเก่าที่ตายจากไป

"ไม่หรอกครับ พวกคุณๆ ลูกของท่านเธองกสมบัติกันอยู่หรอก แต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่มีใครอยากได้บ้านหลังนี้เลยสักคน"
ชายวัยกลางคนตอบพลางหัวเราะหึ หึ อยู่ในคอ

ฟังคำตอบของทนายความแล้วรัตนะต้องกราดตาสำรวจมองทั่วบ้านหลังตระการนี้อีกครั้ง ภายในบ้านตกแต่งเลิศหรูมิใช่เพียงรูปแบบศิลปะโบราณสไตล์ตะวันตก หากของประดับตกแต่งทุกชิ้นล้วนเป็นของโบราณ มากค่า ทั้งนาฬิกาทรงโบราณ
เครื่องลายครามศิลปะตะวันออก ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบนับร้อยในตู้โชว์
ภาพแขวนผนังกรอบทองคำลายวิจิตร แต่ละอย่างแต่ละชิ้น แม้จะไม่ใช่คนที่ทรงความรู้เรื่อง
ของเก่าโบราณอะไรนัก แต่รัตนะก็ประเมินอายุของประดับเหล่านี้ได้เพียงตาเห็น ว่าแต่ละชิ้นอายุไม่น่าจะมีต่ำกว่าร้อยปีเป็นแน่


ทนายความพาเด็กหนุ่มเดินชมทั่วชั้นล่างของบ้านหลังอึมครึม หากก็เป็นเพียงแค่การเดินชมอย่างผ่านๆ เท่านั้น บ้านกว้างใหญ่แค่เพียงชั้นล่างก็ประกอบไปด้วยห้องต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะห้องโถงรับแขกที่ประดับประดาของโชว์สูงค่า ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ห้องโถงเล็กที่แม้มองผ่านบานประตูหนาทึบอันปิดสนิทเจ้าบ้านคนใหม่ก็ยังรับรู้ได้ถึงขนาดแท้จริง
ภายในห้องที่มิได้เล็กเลยดังชื่อเรียก บางที อาจเป็นเพราะชายชราที่เคยอาศัยอยู่เพียงคนเดียวภายในบ้านหลังนี้นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล
เสียหลายเดือนก่อนจะสิ้นอายุขัย ห้องหับต่างๆ ภายในบ้านจึงปิดประตูไว้สนิท และเจ้าของบ้านคนใหม่ก็มิคิดจะเฟ้นหาลูกกุญแจหลายดอกที่คล้องข้อมือของตนอยู่นั้นออกมา
ไขเปิดดูสภาพภายในห้องมากมายเหล่านั้นเลยแม้สักห้อง

รัตนะตั้งใจจะบอกทนายว่าให้การเดินทัวร์บ้านสิ้นสุดอยู่เพียงแค่ชมทั่วอาณาบริเวณชั้นที่ 1 เท่านั้นก็พอ หากก่อนที่เขาจะได้พูดสิ่งใด พิพัฒน์ก็พาเด็กหนุ่มมาถึงห้องสุดทางเดินของระเบียงอึมครึมนั้นพอดี เจ้าบ้านคนใหม่มิมีความคิดอยากจะเยี่ยมหน้าเข้าไปชมห้องๆ ใดเป็นพิเศษ หากที่ห้องสุดระเบียงทางเดินนั้นกลับเป็นเพียงห้องเดียวที่ประตูเปิดแง้มเอาไว้โดยมิได้ปิดสนิท เป็นเช่นนั้นเด็กหนุ่มจึงลองเดินเข้าไปกราดตามองทั่วห้องอย่างลวกๆ ห้องนั้นคือห้องดนตรี... หรือบางทีคงอาจจะเป็นเพียงห้องฟังดนตรีเท่านั้นก็ได้ เพราะภายในห้องกว้างขวางที่ผนังรอบด้านปูวอเปเปอร์สีครีมอ่อนพิมพ์ลายดอกไม้สีชมพูนวลตานั้น สิ่งของที่อยู่ภายในห้องมีเพียงเก้าอี้ไม่กี่ตัวคลุมผ้ากันฝุ่นตั้งเรียงประปรายชิดผนัง และแกรนเปียโนสีสวยงามสีขาวมุกแต่เพียงเท่านั้น
เมื่อกราดตาสำรวจห้องฟังดนตรีแต่เพียงลวกๆ พอแค่ให้ตนรับรู้สภาพภายในห้องร่างสูงเพรียวก็หันหลัง เดินกลับมาหาทนายความที่ยืนรออยู่หน้าประตู หากพลัน

"อย่าเพิ่งขึ้นไปข้างบนดีกว่า"
อยู่ๆ เสียงใสเจื้อยแจ้วก็เอ่ยดังขึ้น รัตนะเหลียวมองด้านหลังทันใด

ผ่านประตูห้องฟังดนตรีที่เขาเพิ่งจะโผล่หน้าเข้าไป เด็กหญิงวัยประมาณ 12 ปี หน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตา ผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ ผมยาวเหยียดตรง สวมใส่ชุดกระโปรงสีขาว ประดับผ้าลูกไม้ชั้นดีผืนบางรูดระบายเป็นลายน่ารักตามปกเสื้อ ปลายแขนเสื้อที่ยาวจรดข้อมือเล็กๆ และที่ชายกระโปรงบานสวย ทั้งเจ้าของชุดและผู้สวมใส่ดูน่ารักออกสไตล์ยุโรปโบราณทั้งที่เรือนผมและนัยน์ตาดำขลับเหมือนคนเอเชีย เด็กคนนั้นนั่งจ้องเป๋งมายังรัตนะจากเบื้องหน้าแกรนเปียโนตัวใหญ่ ที่คลุมผ้าสีขาวเอาไว้ คือเด็กผู้หญิงที่ทักและมองเขาลงมาจากหน้าต่างชั้นสามตอนที่เขาอยู่ในสวนหลังบ้านเมื่อกี้นั่นเอง

"ชั้นสองห้องโถงกลาง... ห้องที่ตั้งอยู่ในจุดซึ่งตรงกับห้องๆ นี้พอดี นายอย่าเที่ยวพาใครเข้าไปง่ายๆ ล่ะ" เธอบอกเด็กหนุ่มที่ได้แต่ยืนจ้องหน้าเธอนิ่ง

"เป็นหลานของคมจริงด้วยสินะ" เสียงใสเหมือนระคนหัวเราะในลำคอ เด็กหญิงกระโดดลงจากเก้าอี้หน้าเปียโนเดินมาหาร่างสูงเพรียว
"ตาสวยดีนี่" เรียวนิ้วงามชี้จ่อใบหน้าคม เด็กหนุ่มผงะกายหลบทันควัน

"มีอะไรเหรอครับ" เสียงพิพัฒน์เอ่ยถาม รัตนะหันมองเห็นชายวัยกลางคนเดินนำเขากลับไปจนเกือบจะสุดทางเดินแล้ว

"เปล่าครับ" ตอบทนายโดยไม่สนใจเด็กหญิงที่เผชิญหน้าอยู่กับตน

รัตนะรีบปิดประตูห้องฟังดนตรีเพื่อจะเดินไปหาทนายความที่ยืนรออยู่
หากก่อนที่ประตูห้องนั้นจะปิดลงได้สนิท มือเรียวเล็กของเด็กหญิงก็แทรกออกมาคว้าหมับมือของเขาเอาไว้ รัตนะหันขวับ จ้องมองสบดวงตากลมโตสีความมืดของเด็กหญิงชุดขาวทันใด

"นายจะพาใครมาอยู่ที่นี่ไม่ได้ ถ้าไม่จัดการพวกในห้องโถงกลางชั้นสองให้เรียบร้อย อยากรู้จริงๆ ว่าหลานของคมอย่างนายจะเหมาะสมเป็นเจ้าบ้านของบ้านหลังนี้ได้รึเปล่า"