สงครามจันทรา [8]

posted on 28 Jun 2009 17:48 by alkazia

ลิงก์ตอน 7 เปิดชั้นเลยเจ้าค่า



Destination Series; Episode 1
In the moon of war

 

บทที่ 4 ฉาก 2

 

 ผ่านจากกำแพงโลหะสีเงินทั้งสามชั้นที่มากความสูงถึง 7 เมตรเข้ามาภายในเขตฐานทัพ
แห่งจักรวรรดิ ทัศนียภาพประหลาดตาซึ่ง ชายร่างกำยำและลูกน้องทั้งสองไม่เคยคาดคิดมา
ก่อนว่าตนจะได้พบมัน บนดวงจันทร์โคโลลานีแห่งนี้ ทั้งยังเป็นในเขตฐานทัพแห่งจักรวรรดิ
รังศัตรูของพวกเขาอีกด้วย


    ตึกสูงตระหง่านตั้งตระการอยู่ท่ามกลางภูมิประเทศคล้าย ป่ารกทึบครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างใหญ่
ด้วยความสูงเป็นอย่างยิ่ง ของมันกอปรกับวัสดุก่อสร้างที่รังสรรค์ขึ้นจากเซลานิสสีบรอนซ์ทอง ราคาแพง
ลิบลิ่วอันหาได้ยากยิ่งนักบนดวงจันทร์ที่แห้งแล้งอย่าง โคโลลานีทำให้ความเด่นสะดุดตาของมัน
ทวีความสนใจแก่ผู้คนยิ่งกว่า ตึกอื่นใดที่พวกเขาเคยพบ

    “นั่นตึกกองบัญชาการ”  
    ชายหนุ่มร่างเพรียว เจ้าของเรือนผมสีเงินทอประกายสีม่วงอ่อน บอกกับบุรุษร่างกำยำ
ผู้มีเรือนผมและนัยน์ตาสีดำสนิท รวมถึงลูกน้อง ผมแดงอีกสองคนที่ถูกมัดรวมอยู่กับหัวหน้าของพวกเขา

“สวยไหมล่ะ”   ว่าพลางชี้มือของตนไปยังตึกสูงตระการตานั้น  

“ดูไว้ เถอะ ยังไงพวกนายก็คงไม่ได้ย่างเท้าเข้าไปที่นั่นหรอก”  
เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ ในลำคอมิใช่ด้วยเย้ยหยันเพราะ ดวงหน้าคมคายนั้นระบายรอยยิ้ม
จริงใจอย่างไร้เสแสร้ง

    หัวหน้ากลุ่มเชลยพยักหน้ารับรู้ ทว่าหาได้ใส่ใจในวาจาของ ชายหนุ่ม ด้วยเพราะนัยน์ตาสีรัตติกาล
นั้นมิได้ให้ความสนใจกับตึกสูง เบื้องหน้าอยู่แต่แรกแล้ว สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขานับแต่วินาที
ที่ก้าวเท้าเข้ามาในฐานทัพแห่งนี้กลับเป็นผืนป่าเขียวชะอุ่มซึ่งล้อมรอบ ตึกสีบรอนซ์ทองนั้นอยู่ต่างหาก 
ทั้งที่สภาพภายนอกฐานทัพ ผืนแผ่นดิน สีแดงแห้งผากราวกับทะเลทราย  แม้หยาดน้ำเพียงหนึ่งหยด
ก็ยากยิ่งจะ สรรหามาหล่อเลี้ยงชีวิต ทั้งอย่างนั้น... ทั้งที่เป็นเช่นนั้น... ทำไม... ทำไม ทหารของ
จักรวรรดิจึงได้อยู่ในสถานที่ซึ่งประหนึ่งสรวงสวรรค์เช่นนี้!


    จากประตูบานสีเงินของฐานทัพ ผ่านพื้นสนามที่ปูพรมด้วย ต้นหญ้าเขียวชะอุ่มเข้ามาในป่ารกทึบมาก
พันธุ์พฤกษานาชนิด พื้นที่ ส่วนนี้แม้จะไม่สามารถมองเห็นตึกบัญชาการสูงสง่าตึกนั้นได้   เพราะถูก
บดบังไว้ด้วยใบไม้ใบหนาของต้นไม้ต้นใหญ่ แต่เชลยทั้งสามก็ยังพอ ประเมินระยะทางได้ว่า 
จากจุดนี้คงจะต้องทะลุบุกป่าไปอีกไกลกว่าจะ เดินทางไปถึงตึกแห่งนั้น ทั้งที่ยังคงอยู่ในเขตแดนของ
ฐานทัพแท้ๆ แต่ ความกว้างใหญ่ของพื้นที่ฐานทัพนั้นสามารถเทียบเท่าได้กับเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งเลยทีเดียว
ชายหนุ่มผู้นำฐานทัพพร้อมด้วยลูกน้องทั้งสี่ พาเชลยสามคนเดินผ่านต้นเอไลร่าใบสีส้มต้นใหญ่นับสิบต้น
ที่ปลูกเรียง กันไว้จนดูเหมือนกับกำแพงแน่นหนาอันยากจะฝ่าออกไปได้ และเมื่อ ทะลุผ่านดงเอไลร่า
เหล่านั้นมา พื้นที่ซึ่งปกคลุมไว้ด้วยต้นหญ้าสีเขียว ชะอุ่มก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

    หัวหน้ากลุ่มเชลยและลูกน้องทั้งสองแทบจะหยุดยืนนิ่งเมื่อ ภาพนั้นผ่านเข้ามาในสายตา หากเป็นไป
ได้พวกเขาก็ไม่อยากจะเชื่อถึง สิ่งที่ตนได้มองเห็นอยู่เบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ตึกกองบัญชาการ
ใหญ่โตนั้นเพียงประเมินจากสายตาแม้แต่เด็กทารกยังทราบได้ว่ามัน รังสรรค์ขึ้นจากวัสดุอันมากค่าและ
วิวัฒนาการการสร้างสุดล้ำเลิศ เพียงใด หากสิ่งที่อยู่ต่อหน้าพวกเขาใน เวลานี้...

 
บ้านหลังเล็กๆ ปลูกสร้างด้วยเนื้อไม้คาออสธรรมดาที่หาได้ เกลื่อนกลาดตั้งเรียงรายอยู่นับสิบหลัง
ทั้งบ้านเหล่านั้นยังมีใต้ถุนสูงตาม รูปแบบความโบราณที่แม้แต่บนดวงจันทร์อันล้าหลังทางด้านอารยธรรม
อย่างโคโลลานีในปัจจุบันยังไม่มีใครจะกล้าใช้สิ่งก่อสร้างรูปทรง ประมาณนี้เป็นที่อยู่อาศัยเลยเสียด้วยซ้ำ
ทั้งยังไม่เหมาะกับสภาพ ภูมิอากาศแห้งแล้งบนดวงจันทร์ดวงนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะความร้อน จัดจ้าของดวง
อาทิตย์ที่แผดเผาลงมายามหน้าร้อนผนวกเข้ากับอิทธิพล ของรังสีความร้อนจากดาวเคราะห์นอกระบบ
‘เวียส’ ตัวการสำคัญอันทำ ให้ดวงจันทร์ดวงนี้แห้งแล้งนั้น จะเป็นการเร่งให้เนื้อไม้ที่ใช้เป็นวัสดุ
ก่อสร้างกัดกินตัวเองได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว 

    หรือนั่นจะเป็นที่พักเชลย? จริงสิ เช่นนั้นคงไม่แปลกหรอกที่ทาง ฐานทัพจักรวรรดิจะสร้างมันขึ้นมา
อย่างประหยัดงบประมาณแบบนี้ แต่หากเป็นที่พักเชลย แล้วรูปแบบการก่อสร้างเปิด โล่งชนิดที่เรียกว่า
‘อ้อนวอนให้หนี’ เช่นนี้เล่า? ยังเหตุผลที่ใช้วัสดุเสื่อมสภาพได้รวดเร็ว นี่อีก ทำให้ชายเจ้าของเรือน
ผมสีดำนึกย้อนไปถึงตอนถูกเกลี้ยกล่อม ให้มอบตัวที่ว่า  'ยอมถูกจับแล้วค่อยหนีเอาทีหลัง'  นั่นจริงๆ

    “ทำไมต้องเป็นเอไลร่า”  หัวหน้ากลุ่มถามพลางเหลียวหลัง มองกำแพงต้นเอไลร่าที่ตั้งเรียงราย
กันเป็นพรืด

    “เอไรล่ามีกลิ่นที่เหล่าสัตว์ดุร้ายไม่ค่อยจะพิสมัยสักเท่าไร ถ้า เป็นสัตว์กินเนื้อ แม้แต่เอกิบส์
แมลงดูดเลือดยังไม่กล้าบินเฉียดเข้ามา ใกล้ในรัศมี 50 เมตร ของเอไลร่าเลยด้วยซ้ำ” 
บุรุษร่างสูงกล่าวคำตอบ พร้อมสาวเท้าก้าวยาวนำไปข้างหน้า

    ‘นั่นปะไร ยังอุตส่าห์คำนึงถึงความปลอดภัยอีก’ คนยิงคำถาม แอบคิดอยู่ในใจ และยังให้อีก
หลายความสงสัยวิ่งตามมาติดๆ ว่าตกลง ที่นี่จะใช่คุกแน่หรือเปล่านั่น   แล้วพวกเขาจะต้องถูกพา
ตัวไปไว้ที่ไหนล่ะ แต่คงไม่ใช่บ้านเชยๆ ที่ตั้งโด่เด่นับสิบๆ หลังแถวนี้เป็นแน่

    “จริงสิ!”  บุรุษร่างสูงทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือของตน ร่างที่นำรุด หน้าอยู่เล็กน้อยหยุดชะงัก
เส้นผมสีเงินทอประกายม่วงอ่อนพริ้วสะบัด ต้องซีกหน้าคมเมื่อชายหนุ่มกลับหลังหันมาอย่างฉับพลัน
นัยน์ตาสีอเมทิสต์สะท้อนเงาเชลยทั้งสามนิ่ง 

    “ ยังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยนี่ ”
    ประโยคนั้นกล่าวขึ้นด้วยดวงหน้าเปื้อนยิ้ม ดูจริงใจจนอีกฝ่าย ต้องขมวดคิ้วเข้าด้วยความสนเท่ห์
อีกครั้งว่าไอ้หนุ่มที่ยืนอยู่หน้าพวกเขา นี้มีประสาทการรับรู้เป็นปกติมนุษย์ดีอยู่หรือไม่ ชายคนนี้คือผู้บังคับ
บัญชาการของฐานทัพจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่  ในขณะที่เขา...
อัลซาร์ ลอเรนซ์เซล คือผู้นำกลุ่มคิวซอร์ที่ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อจักรวรรดิ แล้วทำไม...
ทำไมไอ้หมอนี่ถึงพูดจาตีซี้สนิทสนมเหมือนคนไม่เคยเป็น ศัตรูกันอย่างนี้ 

    อันที่จริงมันก็ตั้งแต่ตอนที่สู้กันเมื่อกี้แล้วด้วย มีไอ้บ้าหน้าไหน ที่ดันเผยไต๋ให้ศัตรูรู้ว่าตัวเองเหลือ
กระสุนอยู่นัดเดียว ยังตอนชี้ให้ดูตึก บัญชาการนั่นอีก ทำอย่างกับพาเขามาทัวร์ ให้ตายเถอะ! 
เจ้าเพี้ยนนี่มัน รู้แน่รึเปล่าว่าเขาเป็นศัตรูตัวฉกาจที่จะไม่มีวันเข้าร่วมกับจักรวรรดิเป็น อันขาด!

    “อัลซาร์ ลอเรนซ์เซล หัวหน้ากลุ่มคิวซอร์กับสมุนซ้ายขวาเอบี คิดว่าไม่ค่อยยินดีที่รู้จักพวกนายว่ะ” 
คิดไปมาคิดมาจนท้ายที่สุดก็ต้อง ยอมแนะนำตัวไปอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไหร่นัก

    ‘ก็ไอ้เพี้ยนนี่เล่นยืนจ้องหน้ากันซะขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องยอม พูดจนได้’ ร่างกำยำแอบคิดอยู่ในใจ

    ชายหนุ่มรับฟังประโยคแนะนำตัวด้วยรอยยิ้ม มือใหญ่ยื่นไป ด้านหน้า  เพื่อให้หัวหน้ากลุ่มคิวซอร์
ศัตรูตัวฉกาจได้จับมือทำความรู้จัก กับตน

    “ เซเฟียลิสต์  ซาร์วีโอลาร์ กับลูกน้องทั้งสี่ วัน ทรู ทรี โฟร์ ยินดี ที่ได้รู้ จัก ”



+++++++++++ +++++++++ +++++++++++++

 


aquarius, fiction, in the moon of war, novel, series, sf novel, sf story, since fiction, zeren, สงครามจันทรา

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet