ผจญรักข้ามทวีป [15]
posted on 15 Jun 2009 20:23 by alkazia in LovePassContinent
ลิงก์ตอน 14 รื้อชั้นหนังสือหาเอานะงับ
บทที่ 7 ฉาก 2 ตอน ที่ 1
แอนนาพาเอเวอร์รีนมายังออฟฟิศของพี่ชายโดยผ่านทางเข้าด้านหน้าซึ่งทำให้นางเอก
ของเรื่องได้ตระหนักถึงความใหญ่โตอลังการและแอร์ที่สุดแสนจะเย็นเฉียบของตึกๆ นี้
ที่นี่ก็เป็นศูนย์การค้าทั่วไปที่ชั้นเป็นบนมักจะเป็นออฟฟิศ ความจริงมันก็หน้าจะมีทางเข้าอื่นที่ขึ้นลิฟต์ไปถึงออฟฟิศชั้น
บนได้เลยโดยไม่ต้องเดินวนผ่านศูนย์การค้าอย่างนี้ แต่ด้วยความที่แอนนามั่นใจกลายๆ อยู่ว่าเอเวอร์รีนน่าจะได้ทำงานกับพี่ชายเธอแน่ๆ หญิงสาวจึงพาเพื่อนใหม่เดินผ่านโซนศูนย์การค้าเพื่อแนะนำรายละเอียดต่างๆ ถือซะว่าติวข้อสอบสัมภาษณ์การสมัครงานไปในตัว
สิ่งที่เอเวอร์รีนเกลียด อาจจะไม่ถึงกับมากที่สุดในชีวิตแต่ก็ถือว่าไม่ชอบ
คือเหล่าของชั้นนำมียี่ห้อทั้งหลายแหล่ เป็นต้นว่าในศูนย์การค้าชั้นที่เธอเดินอยู่นี้เต็ม
ไปด้วยบูธเครื่องสำอางยี่ห้อดังต่างๆ แอนนา ซุย ลอร่า เมอร์เซีย คริสเตียนดิออร์ ลังโคม
และอีกสารพัด
เด็กสาวค่อนข้างกับหงุดหงิดกับการเดินอยู่ท่ามกลางผลิตภัณฑ์ไฮคลาสอย่างนี้ เพราะไม่ว่าจะที่ไหนและเมื่อไหร่ เธอก็ไม่เคยเข้าใจว่าแม่พวกสาวๆ หรือพวกคนรวยๆ ทั้งหลายจะซื้อของแพงโ_ตรที่มีดีแค่ยี่ห้อไปทำซากอะไรในเมื่อทั้งเครื่องสำอาง เสื้อผ้า หรือของทั่วไปที่ขายตามบาร์ซาร์ราคาถูกๆ มันก็สามารถใช้แต่งหน้าแต่งตัวได้เหมือนกัน
แต่ถึงจะว่าอย่างนั้น แม้จะเป็นสิ่งที่เธอสุดยอดจะไม่ชอบสุดๆ แต่ในเรื่อง know how ของแบร์นเนมเอเวอร์รีนก็มิได้แพ้ผู้นำแฟชั่นหน้าไหนทั้งไหน อันเนื่องมาจากนิสัยไม่ยอมแพ้ใคร
ที่เด็กสาวยอมไม่ได้เด็ดขาดจะให้มีคนมาติถึงสาเหตุที่เธอไม่ชอบของแบร์นเนมว่าเป็นเพราะ ‘ไม่รู้จักกับคุณภาพโปรดักส์อย่างถ่องแท้’ หรือ ‘ก็แค่ด่าเพราะอิจฉาคนมีกะตังค์’ (สาเหตุสำคัญเพราะแม่นี่เคยจนมาก่อน)
เป็นอย่างนั้นเอเวอร์รีนจึงได้พยายามศึกษาเหล่าผลิตภัณฑ์แบรนเนมเกือบทุกประเภทจน
know how ซึมซับเข้าไปใน DNA ทั้งหมดทั้งสิ้นของการศึกษาก็เพื่อเอาไว้เถียงกับชาวบ้านแบบ
ไม่ให้แพ้เพียงเท่านั้น (เหตุผลไร้สาระสุดๆ)
ผ่านชั้นต่างๆ ที่สุดยอดจะอลังการของห้างมาได้ ในที่สุดเอเวอร์รีนก็ได้มานั่งจุมปุก
อยู่ในห้องประชุมเล็กๆ ของชั้น 30 โดยมีกาแฟ เค้ก น้ำ และขนม หลากชนิดมาวางเสริฟอยู่ตรงหน้า
“ที่นี่เขาบริการคนสมัครงานดีงี้เชียว” เด็กสาวคุยกับแอนนาขณะคนกาแฟในแก้วของตน เสียงช้อนกาแฟกระทบแก้วดังก๊องแก๊ง
“ปกติคงไม่หรอกค่ะ แต่คุณเอเวอร์รีนมากับดิฉัน พวกพนังงานเลยเกรงใจ” แอนนายิ้มขณะตักเค้กบูลเบอร์รี่คำเล็กๆ เข้าปาก
เอเวอร์รีนยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม ดวงตาสีมรกตเหลือบมองประตูกระจกฝ้าของห้องประชุมที่กำลังแง้มเปิด บุรุษซึ่งก้าวเข้ามาจากประตูบานนั้น ร่างสูงเพรียว สวมสูทสีครีม ผมกัดสีออกน้ำตาลทอง ดวงตาสีเทาปนน้ำตาลอ่อนๆ ชายคนนั้นเหยียดริมฝีปากเมื่อได้สบสายตากับหญิงสาวในห้องประชุม
“พี่ชาย” แอนนาลุกพรวดขึ้น และโดยที่ชายคนนั้นยังเดินมาไม่ทันถึงโต๊ะหญิงสาวก็รีบแนะนำเพื่อนของตนให้ได้รู้จัก
“คุณเอเวอร์รีนเพื่อนน้องค่ะ เรียนอยู่คลาสเดียวกัน คุณเอเวอร์รีนคะ
นี่เอลซิด พี่ชายดิฉันเองค่ะ”
“สวัสดีค่ะ” เอเวอร์รีนผงกหัว
เอลซิดมองสำรวจเด็กสาวหน้าตาน่ารักขณะที่ตนค่อยทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ริมหัวโต๊ะตำแหน่ง
ไม่ห่างจากเอเวอร์รีนเท่าไรนัก
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ชายหนุ่มเอ่ย เอเวอร์รีนพยักหน้ายิ้มรับ
“คุยกับแอนนาทางโทรศัพท์ เห็นว่าคุณมีความรู้หลายภาษา” ชายหนุ่มตั้งคำถาม
"ไม่เชิงหลายภาษาหรอกค่ะ บังเอิญว่าแถบที่ฉันอาศัยอยู่ตอนเด็กๆ ค่อนข้างนานาชาติ
เลยได้เรียนภาษาต่างๆ มาเล็กน้อย ที่จะคล่องเป็นพิเศษนอกจากภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษา
แม่แล้วก็มีภาษาไทยกับญี่ปุ่น คือว่าเพื่อนบ้านที่ขนาบซ้ายขวาบ้านที่ฉันอยู่ คนหนึ่งเป็นคนไทย คนหนึ่งเป็นคนญี่ปุ่น เลยได้เรียนซะคล่องมาตั้งแต่เด็ก” เด็กสาวตอบคำถามพลางหัวเราะ
จากสายตาเอลซิดแล้วเด็กคนนี้หน้าตาดีไม่หยอก การแต่งตัวก็ดูมีสไตล์เหมาะจะ
เดินไปมาในสถานที่นำแฟชั่น แล้วยิ่งเวลาเอียงคอหัวเราะน้อยๆ อย่างนี้ ชายหนุ่มเหมือนกับเห็นภาพซ้อนของตุ๊กตาบาร์บี้ลอยมาอย่างไรอย่างนั้น
“แล้วภาษาอื่นที่พอได้ล่ะครับ เห็นแอนนาบอกว่าคุณได้ 5 ภาษา” เอลซิดถามต่อ ขณะพินิศสาวน้อยในเบื้องหน้า
“ฝรั่งเศสกับเยอรมัน... พอได้นะคะ ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่”
“งานของผมง่ายๆ บริษัทเราทำงานเกี่ยวกับแฟชั่น นอกจากเอกสารแล้วบางทีอาจมีพวกหนังสือแฟชั่นอะไรพวกนี้มาจากประเทศต่างๆ คุณแค่อ่านพอได้ว่าเอกสารนี่เป็นประเภทไหน หนังสือที่ต้องแยกเป็นประเภทอะไร ภาษาไหน แค่นี้ก็ทำได้แล้วครับ แต่ความจริงผมอยากได้ know how ด้านภาษาอิตาลีมาอีกสักนิด เราติดต่องานกับดีไซน์เนอร์ที่นั่นหลายราย เอกสารจากอิตาลีมีเยอะเชียวล่ะครับ”
เอลซิดกล่าวอย่างพิจารณา
“ถ้าอนุญาตให้นำเอกสารบางอย่างกลับไปทำ หรือให้ผู้ติดตามเข้ามาได้ คนที่อยู่บ้านเดียวกันกับฉัน
พอจะได้ภาษาอิตาลีบ้างเล็กน้อย หรือคุณจะจ้างเจ้านั่นเพิ่มมาอีกคนก็ได้นะคะ”
“ใช้คำว่า ‘อยู่บ้านเดียวกัน’ ไม่ใช่ญาติใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มตั้งข้อสังเกต
“เป็นคล้ายๆ กับพี่เลี้ยง คนดูแลอะไรประมาณนี้แหล่ะค่ะ” เด็กสาวตอบพร้อมร้อยยิ้ม
“คุณเอเวอร์รีนเก่งนะคะพี่ชาย ถ้ายังไงให้ทดลองงานก่อนก็ได้ค่ะ” แอนนาตื้อแทนเพื่อน
เอลซิดหันไปมองน้องสาวแล้วหัวเราะเบาๆ
“น้องสาวอุตส่าห์แนะนำมาทั้งที พี่ชายก็ต้องตกลงอยู่แล้ว” ชายหนุ่มหลิ่วตาให้หญิงสาว
“ว้าว! งั้นกรอกใบสมัครเลยสิคะ” แอนนาทำท่าดีอกดีใจยิ่งกว่าคนที่ได้งานเองเสียอีก เห็นกิริยาอย่างนั้นเอเวอร์รีนจึงพลอยหัวเราะไปด้วย
“งั้นตกลงมิส... เอเวอร์รีน แมคไคล์ ใช่ไหมครับ กรอกใบสมัครเลยแล้วกัน” เอลซิดกล่าวพร้อมยื่นกระดาษแผ่นบางให้เด็กสาว
“เรียกเอเวอร์รีนเฉยๆ ก็ได้ค่ะ” ดวงหน้าละมุมแย้มรอยยิ้ม
เอเวอร์รีนรับใบสมัครจากชายหนุ่ม เด็กสาวกราดสายตาอ่านข้อความในสมัครงาน แต่แล้วดวงตาสีมรกตกกลับต้องหยุดชะงักอยู่ที่โลโก้บริษัทที่หัวกระดาษของใบสมัครแผ่นสีขาว...











To be continue.
.............................................................................Comment

