ผจญรักข้ามทวีป [14]
posted on 09 Jun 2009 22:55 by alkazia in LovePassContinent
ลิงก์ตอน 13 รื้อชั้นหนังสือหาเอานะงับ
บทที่ 7 ฉาก 2
ชีวิตวัยเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยวันแรกของสาวน้อยเอเวอร์รีนเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะยังไม่มีเพื่อนมากนักแต่บทเรียนสุดง่ายก็ไม่ได้ทำให้เธอเดือดร้อนอะไร ตอนนี้เด็กสาวกำลังนั่งอ่านเท็กซ์เล่มเท่าควายอยู่ที่ชุดโต๊ะหินขัดหลังตึกเรียน มีบังร่มเงาไว้ด้วยต้นไม้เรียงรายริมทางเท้า ยามแดดเปรี้ยงๆ อย่างนี้เหมาะจะยึดเป็นที่นั่งติวหนังสือดีนักล่ะ ตั้งใจว่าอ่านจนเบื่อเมื่อไหร่ก่อนการเรียนครึ่งบ่ายเอเวอร์รีนจะไปเจ๊าะแจ๊ะหาเพื่อนสักหน่อย
เด็กสาวมั่นใจในมนุษย์สัมพันธ์ของตัวเองว่าจะทำให้เธอมีเพื่อนใหม่ได้ไม่ยากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ที่ตาโรเบิร์ตไม่อยู่ (โดนแม่นี่เฉดศีรษะไปซื้อแมงกะไซต์) เมื่อไม่มีตุ๊กตาหัวทองเกาะติด เอเวอร์รีนมั่นใจว่าเธอจะเดินเข้าไปคุยกับใครก็ได้ง่ายๆ โดยที่ทุกคนไม่ต้องมานั่งเกร็งกับคนติดตามหน้าไก่ต้มของเธอ
วิชาเรียนครึ่งเช้าที่ผ่านมาดูจะไม่ค่อยเป็นปัญหากับเด็กสาวเท่าไหร่ ความจริงก็โชคดีด้วยแหล่ะที่เอเวอร์รีนเลือกเรียนภาคอินเตอร์ ทั้งตำราเรียนและการสอนที่เป็นภาษาอังกฤษล้วนถือว่าช่วยได้มากทีเดียว เพราะแม้เด็กสาวจะเชี่ยวชาญภาษาไทย แต่เรื่องให้มาเรียนแข่งกับเจ้าของภาษาแล้ว เอเวอร์รีนก็หวั่นๆ ในความสามารถของตัวเองอยู่เหมือนกัน
“สวัสดีค่ะ มิสเอเวอร์รีน”
เสียงอ่อนหวานเอ่ยทัก นัยน์ตาสีมรกตละจากเท็กซ์เล่มหนากว่าสามกิโลตรงหน้าเหลือบขึ้นมอง ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเด็กสาวคือนักศึกษาหญิงร่างเพรียว ผิวขาวผ่อง จมูกโด่งคมสัน ดวงตายาวรี เธอคนนั้นไว้ผมยาวเลยบ่าเล็กน้อย ช่วงปลายผมดัดม้วนเป็นโรล ดวงหน้าสะสวยแย้มยิ้มเป็นมิตร
“เราเรียนคลาสเดียวกัน จำได้ไหมคะ ดิฉันที่นั่งอยู่แถวหน้าตรงริมหน้าต่าง?”
นัยน์ตาสีมรกตพินิจมองเพื่อนใหม่นิดหนึ่ง ป้าคนนี้ เอ้ย! เพื่อนคนนี้ดูท่าอายุน่าจะพอๆ กับเธอ แต่กิริยาท่าทางและรอยยิ้มที่สมเป็นกุลสตรีนั้นทำให้เอเวอร์รีนเมื่อเทียบกับสาวนางนี้แล้ว เธอดูเป็นเด็กกะโปโลไปเสียสนิท
“นั่งก่อนสิ” เอเวอร์รีนยิ้มต้อนรับ อีกฝ่ายพยักหน้าก่อนจะทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ม้าหินด้านตรงข้าม
“ขอโทษนะ ฉันยังจำหน้ากับชื่อคนในคลาสได้ไม่หมดเลย” เสียงใสหัวเราะแหะ
“เรียกดิฉันว่าแอนนาก็ได้ค่ะ” หญิงสาวแนะนำตัวเอง ดวงหน้างามสะคราญแย้มยิ้มมีมารยาท
“แอนนา... หน้าตาไม่เหมือนคนประเทศนี้เลยนะ” เอเวอร์รีนชวนคุย เห็นไหมว่าเธอมีมนุษย์สัมพันธ์ขนาดไหน ยังไม่ได้ไปชวนคุยหาเพื่อนใหม่แท้ๆ อยู่ๆ เพื่อนก็เดินมาชวนคุยถึงที่
“เมเจอร์นี้มีเราสองคนเป็นชาวต่างชาติแท้ๆ ค่ะ” แอนนาหัวเราะ ยกมือป้องปากเอียงคอน้อยๆ ดูน่ารักสมเป็นผู้หญิง
“จริงสิ?” นัยน์ตาสีมรกตเบิกกว้าง
“ค่ะ ดิฉันถึงได้เดินมาทักมิสเอเวอร์รีนไงคะ”
“เราเรียนคลาสเดียวกัน ไม่ต้องสุภาพนักก็ได้” มือเรียวบางยกปัดไปมา รำคาญในความมากพิธี
“ดิฉันก็พยายามอยู่ ที่โรงเรียนสอนภาษาสอนมาแต่คำสุภาพค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ายอมรับ
“เธอเป็นคนประเทศไหนน่ะ” เอเวอร์รีนตั้งคำถาม
“ชวาเซอร์ไลน์ค่ะ”
“ห๊ะ?” ดวงหน้าละมุนขมวดคิ้วทันใด ชื่อนี้รู้สึกว่าจะคุ้นๆ หูอยู่นา
“ไม่เคยได้ยินสินะคะ ประเทศของดิฉันเป็นประเทศเล็กๆ แทบจะไม่มีอยู่ในแผนที่โลกเลยล่ะค่ะ”
(ไม่ใช่แทบจะ... มันไม่มีอยู่แผนที่โลกเลยล่ะย่ะ)
“ส่งออกรัตนชาติกับทองคำเป็นหลัก” ดวงหน้าละมุนขมวดคิ้วสงสัย ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเป็นชื่อเดียวกับประเทศของไอ้เจ้าเกย์นั่นนี่นา
“ทราบด้วยเหรอคะ?” แอนนาอียงคอพิศวง
“ไอ้คนที่เป็นเกย์หน้าเหมือนซอมบี้ปากเหมือนสุนัขที่เช่าบ้านหลังเดียวกับฉันก็รู้สึกว่า
จะมาจากประเทศอะไรที่ชื่อคล้ายๆ แบบนี้แหล่ะ”
“ตายจริง” หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากเหมือนตกใจ
“ยังไม่ตายหรอก แต่ฉันตั้งใจว่าจะฆ่ามันให้ตายในสักวัน” พูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันแค่แปลกใจ ปกติไม่ค่อยจะเจอคนประเทศเดียวกันสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเจอในประเทศไทยนี่ด้วยคือชาวชวาเซอร์ไลน์ไม่ค่อยนิยมท่องเที่ยวนอกประเทศน่ะค่ะ อย่างมากก็จะไปประเทศใกล้ๆ เท่านั้น” แอนนาอธิบาย
“งั้นแล้วทำไมเธอถึงมาอยู่นอกประเทศได้ คอลเล็จที่นี่เกรดดีกว่าประเทศตัวเองหรือไง”
“ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันไม่ได้ตั้งใจมาเรียนต่อตั้งแต่แรก แค่ย้ายตามพี่ชายมาเท่านั้น พี่ชายดิฉันของดิฉันมาเปิดบริษัทลงทุนด้านแฟชั่นที่นี่ค่ะ”
“จริงน่ะ” นัยน์ตาสีมรกตเบิกกว่าอีกครั้ง อืม... ดูๆ แม่นี่ก็ลูกคุณหนูอยู่หรอก จะว่าไปกิริยาจะสมเป็นคุณหนูมากกว่าคุณหนูโรเซ็ตต้าเสียด้วยซ้ำ
“ค่ะ เปิดกิจการลงทุนที่นี่ได้ก็เป็นปีที่สี่แล้ว” แอนนาพยักหน้ารับ
“ที่นั่นคิดจะจ้างพาร์ทไทม์รึเปล่า?” เด็กสาวซัก หน้าตาจริงจัง
“คะ?” แอนนาเอียงคอประหลาดใจ
“งานพิเศษ พนักงานพาร์ทไทม์น่ะ”
“คุณเอเวอร์รีนอยากทำหรือคะ”
“อืม... คิดว่าอยู่ว่างๆ ก็อยากหาอะไรทำบ้าง จริงๆ อยากได้งานเบาๆ อย่างล่ามหรืออะไรอย่างเนี้ย”
“ล่ามไทย-อังกฤษหรือคะ” แอนนาซัก
“ฉันได้อยู่ประมาณสาม-สี่ภาษา ที่พูดคล่องก็อังกฤษ ไทย ญี่ปุ่น กับฝรั่งเศสอีกเล็กน้อย”
“เก่งจังเลยนะคะ” หญิงสาวแสดงสีหน้าชื่นชม
“บังเอิญบ้านที่ฉันอยู่ตอนเด็กๆ มันนานาชาติเล็กน้อย เลยเรียนรู้ภาษาต่างๆ
ได้จากคนแถวบ้าน คล่องแค่สปีค พวกรี้ดดิ้งหรืออะไรนี่ยังไม่ค่อยไหว”
"แต่ก็พออ่านได้ใช่ไหมคะ”
“พอแค่รี้ดนั่นแหล่ะ ถึงขั้นให้แปลเลยฉันมั่นใจแค่ภาษาไทยเท่านั้น เฉพาะภาษานี้ที่เรียนมามากกว่าภาษาอื่นน่ะ”
แอนนานั่งฟังเด็กสาว สีหน้าเหมือนคิดวิเคราะห์อะไรสักอย่าง ครู่หนึ่งจึงระบายยิ้มอ่อนโยน
“พอดีเลยล่ะค่ะ เมื่อวานพี่ชายเพิ่งจะบ่นว่าอยากได้พาร์ทไทม์มาช่วยคัดแยกเอกสาร มันเป็นงานเล็กๆ ที่จะให้พนักงานประจำทำก็เสียเวลา แต่เอกสารมาจากหลายประเทศ พาร์ทไทม์ที่มีความรู้ด้านภาษาพอจะอ่านเอกสารพวกนี้ไหวก็ไม่ค่อยมี คุณเอเวอร์รีนสนใจไหมคะ”
“สนสิ” เด็กสาวตอบรับทันควัน ท่าทางกระตือรือล้น
“แต่ต้องไปคุยกับพี่ชายก่อนนะคะ ดิฉันเป็นคนนอก ไม่มีอำนาจรับพนักงานหรอกค่ะ” แอนนาหัวเราะร่าเริง
“อื้อ คุยก็คุย” ดวงหน้าละมุนพยักรับ
“จะไปวันนี้เลยไหมคะ” หญิงสาวถามทั้งรอยยิ้ม
เอเวอร์รีนไม่ตอบคำถามทันที นัยน์ตาสีมรกตขมวดคิ้วจ้องหน้าหญิงสาวเขม็ง
“ม... มีอะไรคะ” แอนนารู้สึกไม่ค่อยจะปลอดภัยในตัวเอง
“เธอต่างหากแอนนา มีอะไรรึเปล่า” เอเวอร์รีนย้อนคำถาม
“อ... อะไรคะ” ดวงหน้างามสะคราญแดงระเรื่อ
“ก็สีหน้าเธอน่ะสิ ตอนบอกว่าจะพาฉันไปหาพี่ชายดูแล้วมันร่าเริงผิดปกตินะ”
“ค... คิดไปเองรึเปล่าคะ”
“ไม่คิดเองหรอก เมื่อกี้ก็หน้าแดงด้วย บอกมาเลยนะ พี่ชายที่ว่าไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ใช่ไหม หาเหตุไปเจอนี่น่า แอบปิ๊งพี่ชายตัวเองอยู่รึเปล่าเนี่ย” เอเวอร์รีนไล่ต้อน
“ไม่ใช่นะคะ!! พี่ชายแท้ๆ ค่ะ ที่ดิฉันแอบชอบอยู่เป็นเพื่อนพี่...” ประโยคขาดห้วงลง
แอนนารีบยกมือขึ้นปิดปาก ใบหน้าขาวนวลแดงเรื่อ
“ก็แค่เนี้ย” เด็กสาวฉีกยิ้มได้ที
“ค... คุณเอเวอร์รีนอย่าเอาไปบอกใครนะคะ” หญิงสาวเวลานี้หน้าแดงยิ่งกว่าผลสตอเบอร์รี่สุกฉ่ำ
“จะเอาไปบอกใครล่ะ” ร่างระหงยักไหล่เหมือนไม่ใส่ใจ
“ความจริงดิฉันพยายามหาข้ออ้างจะไปที่ออฟฟิศอยู่ คือเพื่อนพี่ชายเป็นหุ้นส่วนของบริษัทน่ะค่ะ”
“แล้วเลยเอาฉันเป็นข้ออ้างเนี่ยนะ” นัยน์ตาสีมกรตประกายแววเจ้าเล่ห์
“คุณเอเวอร์รีนก็... เราเป็นเพื่อนกันนะคะ” (เพิ่งจะรู้จักกันวันนี้เองนะยะหล่อน-*-)
“อยากให้ช่วยก็บอกมาตรงๆ เลย” เสียงใสหัวเราะร่า
“ก็แค่ไปด้วยกันเอง คุณเอเวอร์รีนก็ได้งานทำด้วย นะคะ”
“ซึ่งถ้าฉันทำงานที่นั่นเธอก็ได้ข้ออ้างไปบ่อยๆ ใช่ไหมล่า”
“น่า... นะคะ เราได้ผลประโยชน์ร่วมกันไม่ใช่หรือไง” แอนนาประกบฝ่ามือ ทำหน้าข้อร้อง
“ก็ได้... ฉันอยากจะไปดูหน้าเหมือนกันแหล่ะว่าผู้ชายแบบไหนกันที่มีผู้หญิงสวยขนาดนี้มาหลงรัก”











To be continue.
.............................................................................Comment

