สงครามจันทรา [7]
posted on 08 Jun 2009 17:00 by alkazia in InTheMoonOfWar
Note:ไม่อยากอัพ Entry ใหม่ทับเลย... แต่มันก็ต้องอัพอ่ะนะ เอาเป็นว่าถ้าใครเข้ามา หรือถ้้าใครตามนิยายเรื่อง "ผจญรักข้ามทวีป" อยู่ อยากคลิกไปอ่านตอนล่าสุดสักกะนิดกะหน่อย คนเขียนเขียนเองขำเองเฉพาะตอนนี้แหละค่ะ ฮามากมายกายกองเลย
Destination Series; Episode 1
In the moon of war
บทที่ 4 ฉาก 1
สี ขาวพราวพร่างเกล็ดเพชร ประกายสีรุ้งเหลื่อมลายงามจับตา คือสีของวงกลม เวทย์ขนาดใหญ่ที่ประดับไว้ ณ ยอดสุดของ ปราสาททรงแหลมสีขาวนวลตา สภาศาสนา ซานมาเรียสต้า
วงกลมเวทย์สีขาวพิสุทธิ์ กึ่งกลางประดับจันทร์เสี้ยวสีเงินแต่งลาย เกล็ดดาววาววับ นับเป็นสัญลักษณ์ แห่งองค์ราซารีนที่เซบัสทุกคน ต่างพกพาไว้คู่กาย สัญลักษณ์แทนองค์ราซารีนที่เซบัสทุกคนและ มนุษย์ทุกผู้ในระบบสุริยะเลื่อมใส สัญลักษณ์แห่ง ‘ราเซส’
และวันนี้ ณ สถานที่นี้ ลานกว้างหน้าปราสาทของสภาศานา ซานมาเรียสต้า ลานพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่เหล่าเซบัสและผู้นำเซบัสแห่งเวกส์ มัก รวมตัวกันเพื่อประกอบศาสนพิธีต่างๆ เจ้าของราเซสจากทั่วทั้งจักรวาล เซบัสทุกคนในระบบสุริยะเวียร์ร่า แม้กระทั่งผู้ครองตำแหน่ง ‘เซล่า’ ผู้นำศาสนาจากดวงดาวและดวงจันทร์ต่างๆ บัดนี้ ทุกคนมารวมกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้ มารวมกันอยู่ที่ดาวเวกส์ ดวงดาวแห่งเซบัสที่ความอัศจรรย์ แห่งจักรวาลจะอุบัติขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วราตรี
เหนือยอดปราสาทสูงเสียดฟ้าของสภาศาสนาซานมาเรียสต้า ดาวเวกส์ จันทราทั้งสามโคจรเหลื่อมซ้อนจนเจียนจะเรียงกันเป็นเส้นตรง ยิ่งกาลล่วงล้ำรัตติกาลดึกสงัด วงโคจรแห่งจันทรายิ่งเบียดเสียดเหลื่อมล้ำ ยิ่งขึ้น และในอีกไม่กี่ราตรีข้างหน้า สุดปลายแสงระยับแห่งสัญลักษณ์ ราเซสจะคงเหลือเพียงแสงสุกใสสีมรกตของดวงจันทร์ที่ 1 เท่านั้นที่เหล่า เซบัสบนดาวเวกส์จะได้มองเห็น
“อีกกี่ราตรีกันนั่น จันทราทั้งสามจึงจะเรียงกันได้สนิท “เสียงแหลม เล็กของบุรุษวัยชราในอาภรณ์ขาวตลอดร่างกล่าวคำถามต่อผู้นำศาสนาแห่งดาวเวกส์
เซล่ายูบรีน่า
ผู้นำมากวัยบนบังลังก์สีทอง ณ กลางลานพิธีเหลือบดวงเนตร สีเทาขึ้นมองท้องฟ้า ครู่หนึ่งจึงละกลับลงมาปรายมองบุรุษร่างสูงที่ยืนอยู่ เคียงข้าง
“เจ้าว่าอีกกี่ชั่วราตรีเล่า เซเฟียลิสต์”
“คงคืนพรุ่งนี้ใกล้รุ่งล่ะมั้ง” ชายหนุ่มกล่าวคำตอบทันทีโดยมิใส่ ใจจะปรายสายตายังจันทราทั้งสามเลยแม้เพียงน้อย สองไหล่ยักขึ้นดุจจะ บอกให้อีกฝ่ายได้ทราบถึงความไม่ใส่อย่างยิ่งในหัวข้อสนทนาอันน่า เบื่อหน่าย
“วาจาไร้คารวะดั่งสามัญชนเช่นเคยนะ เซเฟียลิสต์” ชายชรา ร่างเล็ก ผู้กล่าวคำถามต่อเซล่ายูบรีน่ากล่าวกระทบอย่างมิพึงใจ
“โทษทีเซนาร์ตข้ามันเถื่อน” ร่างสูงตอบโต้ยียวน ดวงหน้าคมนิ่ง เรียบหาได้โกรธเกรี้ยวแต่อย่างใด
“บังเอิญว่าเชื้อทหารข้ามันมีเยอะกว่าตระกูลผู้ดีเซบัสน่ะสิ” ว่า พลางทรุดกายลงนั่งบนพื้นลานกว้างที่ผู้คนเดินกันขวักไขว่
“กิริยาปุถุชนเสียจริงๆ เซเฟียลิสต์” ผู้มากวัยปลายสายตามอง ชายหนุ่มยังพื้นเบื้องล่าง ใบหน้าเหี่ยวย่นส่ายหน้าไปมาครู่หนึ่ง ชายชราจึง กลับแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอีกครั้ง
“คืนพรุ่ง ปัจฉิมราตรี งั้นรึ” เสียงแหลมเล็กรำพึงแผ่วเบา
“คงหาใช่ลางร้าย” ว่าพลางละสายตาจากจันทราทั้งถามมายัง ผู้นำอีกครั้ง
“คำทำนายของท่านเป็นเช่นไรเล่า เซล่ายูบรีน่า “
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ผ่านพ้นขอบหน้าต่างสีทองวาววามของเรือนพัก รับรองซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากปราสาททรงสูงนั้นเท่าไหร่นัก
ภาพจันทรา ทั้งสามเหลื่อมซ้อนกันอยู่ เหนือสัญลักษณ์แห่งราเซส เปลวแสงสีอร่าม ของดวงจันทร์ทั้งสามยังสาดส่องฉายแสงมาแม้ในห้องจะปิดไฟมืดสนิท บุรุษร่างสูงเจ้าของเรือนผมสีเงินทอประกายออกสีม่วงอ่อนพิงร่างของตน นิ่งอยู่ริมขอบต่างหน้าบานกว้าง ดวงตาสีอเมทิสต์เข้มทอดมองนภา ณ ราตรีกาล ความอัศจรรย์แห่งสุริยะ จักรวาล... ความผันแปรแห่งชะตากรรม ที่ไม่มีผู้ใดอาจล่วงรู้ได้
‘มาราไมเลส’ คือนามที่เซบัสใช้เรียกขานความอัศจรรย์ที่จัก บังเกิดขึ้น จันทราทั้งสามแห่งดาวเคราะห์เวกส์ที่จะซ้อนทับสลับกันเป็น เส้นตรง เหตุการณ์ปกติที่แม้เมื่อมองเช่นดังมนุษย์ธรรมดา เมื่อมองเฉก ผู้เจริญแล้วซึ่ง อารายธรรมดังมนุษย์บนดาววิเลียส มาราไมเลสก็เพียง ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น ทว่า สำหรับนักบวช ตัวแทน แห่งองค์ราซารีนแล้ว มาราไมเลสคือความอัศจรรย์แห่งดวงดารา คือความอัศจรรย์ของจักรวาล คือความอัศจรรย์ของปริศนาชะตากรรม อันยิ่งใหญ่
แม้แต่เซบัสหรือผู้นำศาสนาของดวงดาวผู้อยู่ในตำแหน่งเซล่า ทุกคนไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่ามาราไมเลสจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะด้วย อำนาจพยากรณ์ ด้วยการคำนวณทางดาราศาสตร์ ระยะเวลาของการ เกิดมาราไมเลสก็เกินกว่าที่พวกเขาจะคาดเดา หากสิ่งเดียวที่เซบัสทุกคน ต่างรู้ดี
ปรากฏการณ์มาราไมเลสคือความผันแปรครั้งยิ่งใหญ่แห่ง ชะตากรรมที่จะอุบัติขึ้น
ตามตำนานขององค์ราซารีน คัมภีร์ศาสนาได้บันทึกถึงเหตุการณ์ มาราไมเลสไว้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือมาราไมเลสที่เกิดขึ้นเมื่อ 2000 ปีก่อน 2000 ปี ก่อนที่มหาจักรวรรดิจะถือกำเนิดขึ้น และบัดนี้...
ในอีกไม่กี่ราตรีข้างหน้า เหนือยอดสัญลักษณ์ราเซส จันทราทั้ง สามจะเหลือเพียงหนึ่ง มาราไมเลส การเปลี่ยนแปลงแห่งชะตากรรม ในครั้งนี้... สิ่งที่ดวงดาราบอกกล่าวกับเหล่าเซบัส คือสิ่งใด...?
“คิดอะไรอยู่เซเฟย์” เสียงหวานนุ่มดังขึ้นพร้อมด้วยร่างระหงใน ชุดสีขาวก้าวผ่านพ้นบานประตูสีครีมสลักลายวิจิตรเข้ามาภายในห้อง
บุรุษร่างสูงละสายตาจากจันทราทั้งสามยังผู้มาเยือน แม้ทั่วทั้ง ห้องจะมืดสนิท หากด้วยเปลวแสงแห่งดวงจันทร์ที่ฉาดฉายผ่านบาน หน้าต่างเข้ามานั้น ก็ทำให้ชายหนุ่มล่วงรู้ได้ถึงสตรีผู้ปรากฏกาย
หญิงสาวผู้มากวัยกว่ามารดาของเขาเพียงเล็กน้อย หญิงสาว เจ้าของเรือนผมประกายสีทองดุจหยาดน้ำผึ้งที่เหยียดยาวจนเกือบจรดพื้น ร่างระหงนั้นดูสมส่วนและมักอยู่ในชุดสีขาวพิสุทธิ์เสมอ หญิงสาวผู้นี้คือ ผู้ที่เขารู้จักมานับแต่แรกที่จำความได้ หญิงสาวผู้นำศาสนาแห่งดวงดาว วิเลียส ดาวบ้านเกิดของเขาและเซเฟย์นีย์
“เซล่าอามิเรส” เซเฟียลิสต์ขานนามหญิงสาวพร้อมยกมือขึ้น ข้างกาย พลัน แสงไฟสว่างขึ้นทั่วห้อง
ดวงตาสีฟ้าครามของหญิงสาวกวาดมองทั่วห้องที่แสงไฟ จุดสว่าง
“ทำอะไรของลูก เซเฟย์” เซล่าอามิเรสกล่าวด้วยสีหน้าพิศวง ดวงหน้าคมของบุรุษร่างสูงแย้มยิ้มน้อยๆ
“นี่ไง” ชายหนุ่มว่าพลางยกมือขึ้นด้านข้างอีกครั้ง ร่างหมอกควัน ปรากฏกายขึ้น
“จิตวิญญาณของวารี เจอกันที่สระน้ำเมื่อกี้นี้เอง บังเอิญว่าขี้เกียจ เดินเลย ขอให้เขาเปิดไฟให้” พูดจบร่างสูงก็กระโดดลงจากขอบ หน้าต่างบานกว้างเลย มายังหญิงสาวที่ยืนอยู่ทางปลายเตียง
“เซบัสต้องใช้อำนาจในการช่วยเหลือผู้คนสิ ลูกชาย” เซล่าอามิเรส ว่าอย่างไม่จริงใจอะไรนัก
“ว่าแต่ท่านเถอะ มีธุระอะไร” ชายหนุ่มว่าคำถามด้วยวาจาเป็นกัน เองก่อนจะทิ้งตัวนอนลงบนเตียงตัวใหญ่
“ร้ายกาจ กิริยาประหลาดแบบนั้นสมควรแสดงต่อผู้ครองตำแหน่ง เซล่างั้นเหรอ?” กระแสเสียงท้ายประโยคห้วนเข้าคล้ายประชดประชัน หาก ดวงหน้าละมุนนั้นอมยิ้มอยู่น้อยๆ ทำให้อีกฝ่ายทราบได้ว่าเป็นเพียงการ ล้อเล่นของเซล่าอามิเรสที่ไม่เคยถือตัวกับผู้ใดเท่านั้น
“ท่านสิประหลาดเซล่าอามิเรส ถ้าไม่ใช่เพราะท่านที่เลี้ยงข้ามา จนโต แล้วนิสัยข้าจะเป็นงี้ได้ไง” เซเฟียลิสต์โต้กลับ
“พูดแปลก ข้าสอนเจ้าแค่นิดหน่อย ที่เหลือคงเป็นนิสัยที่ฝังอยู่ใน จิตวิญญาณของเจ้ามากกว่าล่ะมั้ง” หญิงสาวยังไม่ยอมแพ้
“แล้วตกลงข้าจะรู้ไหมล่ะนั่นว่าท่านมีธุระอะไร” ชายหนุ่มวกกลับ เข้าเรื่องเดิม
“อะไรกันลูกชาย แม่บุญธรรมจะมาเยี่ยมเจ้าบ้างไม่ได้หรืออย่างไร นานครั้งจะสบโอกาสเทศกาลมาราไมเลสที่เซบัสทั่วสุริยะจะมารวมกัน ทั้งที” ดวงหน้าละมุนแสร้งค้อนใส่
“โฮ่... แล้วผีที่ไหนล่ะเซล่าอามิเรส ที่เมื่อสิบปีก่อนบอกว่าไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องมาเจอกัน” เซเฟียลิสต์ว่าดักคอ
“ปากสุนัขไม่เปลี่ยนเลยนะ เป็นเซบัสแท้ๆ แถมยังเป็นถึงราชบุตร” ผู้นำศาสนาแขวะกลับ พร้อมทรุดกายลงนั่งที่ปลายเตียง
“วาจาไม่ห่วงชีวิตอย่างนี้ทำไมถึงเป็นที่เอ็นดู ของเซล่ายูบรีน่าได้ น้า” หางเสียงลากยาวหยอกล้อ
“แน่นอน เพราะผมหล่อที่สุดในบรรดาเซบัสทั่วทั้งจักรวาล และ นิสัยดีที่สุดในหมู่เซบัสทั้งหลาย” ใบหน้าคมแย้มยิ้มน้อยๆ มุมปากเป็นเชิง ท้าทาย
“หลงตัวเอง” เซล่าอามิเรสตบลงบนขาชายหนุ่มเบาๆ และ โดยไม่รอ ให้อีกฝ่ายได้ทันตอบโต้วาจาใดหญิงสาวก็กลับเริ่มธุระของ ตนทันที
“ เซเฟย์นีย์มาด้วยหรือไม่? ” คำถามนั้นเอ่ยกล่าวฉับพลัน
เซเฟียลิสต์นิ่งเงียบไปพัก นัยน์ตาประกายสีม่วงมองสบดวงตา สีฟ้าครามของเซล่าอามิเรสนิ่ง ครู่หนึ่งจึงยักไหล่ส่ายหน้าด้วยทีท่า ประหลาดใจ
“ไม่นี่ งานของสภาศาสนาไม่เกี่ยวกับเฟย์นีย์สักหน่อย”
“แล้วลูกทิ้งน้องไว้คนเดียว” หญิงสาวซักต่อทันที
“นี่ เซล่าอามิเรส” เซเฟียลิสต์ขมวดคิ้วเข้าด้วยความสนเท่ห์
“เมื่อ 10 ปีก่อนท่านบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเป็นไปได้อย่าพาเฟย์นีย์ไป เจอคนเยอะๆ อย่า พาเฟย์นีย์มาเข้าสังคมกับเซบัส พูดเองลืมเองหรือไง”
“มันก็ใช่ แต่มาราสแม่ของเจ้าฝากเซเฟย์นีย์ไว้กับข้านะ”
“อ้าว? ถ้าพูดงั้นท่านแม่ก็ฝากผมไว้กับท่านเหมือนกันแหละ ถามจริงเหอะ อะไรของท่านกันแน่เซล่าอามิเรส” ว่าพลางยันกายขึ้นนั่ง ชายหนุ่มขยับร่างของตนเข้าใกล้หญิงสาวมากขึ้น
“แต่ทิ้งน้องไว้อย่างนั้น เซเฟย์นีย์จะไม่เป็นไรนะ”
“ จะเป็นไรล่ะ ที่ฐานมีแต่ลูกน้องผมถึงจะนิสัยไม่ดีแต่เจ้าพวกนั้นก็ นิสัยไม่เลวหรอก” เซเฟียลิสต์ตอบยียวน
“มีอะไรหรือไงเซล่าอามิเรส”
“ ข้าไม่ได้หมายถึงลูกน้องเจ้า” หญิงสาวยังคงไม่กล่าวคำตอบแก่ ชายหนุ่ม
“แค่ภัยที่มาจากภายนอก เจ้าเป็นผู้นำฐานทัพจักรวรรดิที่กำลัง อยู่ในสงครามนะ ลูกชาย”
“งั้นยิ่งไม่ต้องห่วงใหญ่เลย เพราะตอนนี้ไอ้ตัวที่ผมทำสงคราม ด้วยกำลังคุมฐานทัพแทนผมอยู่ ”
“ว่าอย่างไรนะ?” กระแสเสียงหวานนุ่มกลับขึ้นสูง สีหน้าห่วงใย เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นพิศวง
“ก็หัวหน้าคิวซอร์ไงเซล่าอามิเรส รู้สึกจะชื่อ...” ชายหนุ่มแสร้ง ทำท่าครุ่นคิดก่อนจะกล่าวต่อ
“ไอ้ลิงกบฏมั้ง วันก่อนดันเซ่อซ่าเข้าไปลี้ภัยในถ้ำปิศาจ เลยซวย ถูกจับ เป็นผู้นำเขาแท้ๆ ดันสมองกลวง ตอนนี้ผมให้ดูแลฐานทัพแทน ผมอยู่”
“จะบ้า... เอาศัตรูมาคุมฐานทัพตัวเองที่เซ่อซ่าน่ะ มันลูก มิใช่หริอไงเซเฟย์” สีหน้าห่วงใยอย่างยิ่งของเซล่าอามิเรสเมื่อครู่กลับทวี ความสนเท่ห์หนักขึ้น
“แล้วให้เซเฟย์นีย์อยู่ในฐานที่เจ้าเซ่อของลูกดูแล ไม่ห่วงน้อง หรือไงลูกชาย”
“นอกจากไอ้หัวงูแล้วยังมีใครในเวียร์ร่าด้วยเหรอเซล่าอามิเรส ที่จะกล้าทำร้ายเซบัส เจ้านั่นถึงจะอยู่กลุ่มต่อต้าน ถึงเซ่อซ่าแต่ดู แล้วก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แถมกลัวผีซะชิบ แค่เจอจิตวิญญาณคาออส เท่านั้นล่ะ กลัวฉี่แทบแตก ”
หญิงสาวฟังคำชายหนุ่ม ดวงหน้าหวานละมุนแย้มยิ้มอารี
“ต่อว่าเขาซะขนาดนั้น แต่ก็ยังไว้ใจให้ดูแลฐาน... ไม่สิ ต้อง เรียกว่าไว้ใจฝากน้องสาวสุดที่รักไว้ด้วย
แปลว่าถูกใจเขาล่ะสิลูกชาย” เซล่าอามิเรสหยอกเย้า ทว่า วาจาล้อเล่นนั้นกลับทำเอาอีกฝ่ายหน้าแดง จนเกือบถึงใบหู
“บ้า!” เซเฟียลิสต์คว้าหมอนใบขาวตบลงบนเตียงที่หน้าหญิงสาว
“เซ่อซ่าขนาดเจ้านั่น ท่านเหอะมีธุระอะไรรีบว่ามาเลย อยู่ดีดี มาถามถึงเฟย์นีย์ๆ อยู่ได้ น้องสาวผมอย่ามาห่วงแทนกัน อย่ามาถามถึง ง่ายๆ นะ!”
“ติดน้องจริงๆ เลยนะลูกชาย” เซล่าอามิเรสหัวเราะร่า
“ไม่เกี่ยวกับท่าน!” ชายหนุ่มโต้กลับ
“ข้ากลับเรือนพักดีกว่า” หญิงสาวเปลี่ยนเรื่องฉับพลัน เล่นเอา ชายหนุ่มหน้าเหวอ
“อ้าว? แล้วธุระล่ะท่าน เป็นไปไม่ได้หรอกนะที่อย่างเซล่าอามิเรส จะ อยู่ๆ มาเยี่ยมผมเพราะแค่เป็นห่วงน่ะ”
ร่างระหงยันกายลุกขึ้นจากเตียง ดวงหน้าละมุนแย้มยิ้มอารีก่อน เอ่ยคำตอบ
“คงมิมีกระไรหรอกลูกชาย พลังพยากรณ์ของข้าไม่อาจเทียบ ได้แม้เซเฟย์นีย์น้องสาวของเจ้าเสียด้วยซ้ำ บางทีข้าอาจเป็นห่วงจนเกินไป แล้วเจ้าก็ได้คนที่ไว้ใจได้พอจะให้ดูแลเซเฟย์นีย์แทนเจ้า เนตรพยากรณ์ของ ข้าอาจผิดพลาด ไปก็เป็นได้”
+++++++++++++++++++++++++++++
....................................................................................Comment

