ผจญรักข้ามทวีป [13]
posted on 08 Jun 2009 00:47 by alkazia
ลิงก์ตอน 12 รื้อชั้นหนังสือหาเอานะงับ
บทที่ 7 ฉาก 1
ตึกสูงตระการกว่าสามสิบชั้นตั้งตระหง่านกลาง กทม. ไม่ต้องถามแค่ดูป้ายชื่อตัวโตๆ ถ้าไม่โง่เกินไปนักก็จะต้องอ่านออกว่านั่นคือตึก Resident Fashion ศูนย์รวมแฟชั่นแบรนด์เนมระดับโลก In Thailand
ตึกหลังนี้ความจริงมีทั้งหมดสามสิบสองชั้น อันเดอร์กราวน์สองชั้นและสูงขึ้นไปอีกสามสิบชั้น ชั้นใต้ดินสองชั้นเป็นโซนอิ่มท้องกระเป๋าฉีกที่ประกอบไปด้วยร้านอาหารหรูๆ ซึ่งราคากับรสชาติอาหารมักสวนทางกัน ร้านเค้ก ร้านขนม ราคาขนหน้าแข้งร่วง ใครเซ่อซ่ามาตกหล่มชั้นใต้ดินที่นี่โดยไม่ฝึกอุเบกขาแล้วล่ะก็ ทำใจเตรียมรับกับความอิ่มท้องและความจนที่จะพุ่งเข้ามาพร้อมกันได้เลย (ทั้งหมดนี้ไม่นับความอร่อยที่มักไม่มีอยู่ในอาหารราคาแพง)
จากชั้นใต้ดินขึ้นมาจะเป็นส่วนศูนย์รวมแฟชั่นต่างๆ เสื้อฟ้า กระเป๋า นาฬิกา เครื่องแต่งกาย เครื่องสำอาง สุดแท้แต่เจ้าของห้างจะสรรหาโปรดักส์อะไรมาหลอกเอาเงินลูกเงินลูกค้าได้ห้างนี้มีหมด และเนื่องจากห้างนี้เป็นศูนย์รวมแฟชั่น จึงทำให้มีออฟชั่นสำหรับสินค้าแฟชั่นมากกว่าศูนย์การค้าอื่นเท่าตัว
มีแม้กระทั่งการจัดแฟชั่นโชว์ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งทำให้ Resident นี้กึ่งจะกลายเป็นโมเดลลิ่งไปเพราะมีนางแบบและนายแบบในสังกัดของห้างอยู่มากมาย (ซึ่งความจริงมันก็มีแผนกโมเดลลิ่งด้วยล่ะ) สูงขึ้นไปจากชั้น 26 จนถึงสามสิบสอง เป็นส่วนของออฟฟิศนรกที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำกันเสียยิ่งกว่าบริษัทเอ็กพอร์ตอิมพอร์ต พนักงานทุกคนจะต้องตื่นตัวกับแฟชั่นใหม่ๆ อยู่เสมอ
ห้างๆ นี้มีกระทั้งดีไซน์เนอร์ประจำห้างกว่าร้อยชีวิตที่ถูกจับขังห้องเย็นบังคับให้ดีไซน์เทรนใหม่ๆ ออกมาอย่างไม่ต้องหลับต้องนอน ช่างตัดเสื้อนับพัน โรงงานทอผ้า (มีได้ไงเนี่ย-*-) และแน่นอน ที่จะขาดไปเสียมิได้เลยก็คือ ห้องทำงานของผู้บริหารและห้องน้ำ (อันนี้สำคัญมาก)
เบนซ์คันหรูขึ้นลิฟต์มายังลานจอดรถชั้น 28 ของตึก Resident ขับออกจากลิฟต์มาได้ก็เลี้ยวสวยงามเข้าไปจอดในส่วนจอดรถของผู้บริหาร
ครั้นเมื่อรถจอดได้สนิทดีแล้ว รปภ. ควบหน้าที่โบกรถเพราะกลัวตกงานก็วิ่งรี่เข้ามาเปิดประตูเบนซ์สีน้ำทะเล บุรุษร่างสูงในชุดสูทดำสนิทก้าวลงจากรถได้ก็จ้ำอ้าวไม่พูดไม่จาไปยังโซนออฟฟิศ ด้านหลังระยะไม่ห่างกันนักยังมีผู้ติดตามคนสนิทที่ควบตำแหน่งคนขับรถ พี่เลี้ยง ที่ปรึกษา องครักษ์ และที่ระบายอารมณ์เดินตามไปติดๆ
“เห๊อะ!” ชายหนุ่มพ่นลมออกจมูกขณะขยับเสื้อสูทสีดำที่สวมใส่ให้เข้าที่
“อารมณ์เสียอะไรครับ”
ออสตินรีบเดินนำหน้าเพื่อไปเปิดประตูกระจกทางเข้าส่วนตึกสำนักงานให้กับเจ้านาย (คนรวยนี่มันต้องเป็นง่อยแน่ๆ ขนาดประตูยังเปิดเองไม่เป็น)
“ใส่สูทแล้วหงุดหงิด ยัยนั่นดันมาว่าฉันแต่งตัวเป็นลูกสมุน” ร่างสูงจ้ำเท้าผ่านประตูเข้ามาหยุดนิ่งอยู่หน้าลิฟต์ ออสตินรู้หน้าที่ กดปุ่มเรียกลิฟท์ให้ชายหนุ่ม (ปุ่มเรียกลิฟต์ก็กดเองไม่เป็นอีก ไอ้ง่อยเอ๊ย -"-)
“ท่านวิลลาร์ดไม่ได้ฟังที่ผมบอกเลยใช่ไหมครับ” ออสตินตีหน้าเครียด
“ทำไงได้เล่า! ฉันก็อยากจะลงให้อยู่หรอก แต่เห็นหน้าแล้วปฏิกิริยามันไปเองนี่”
“นิสัยเด็ก” ร่างกำยำแอบอุบอิบอยู่ในคอ
“แล้วแถมยัยนั่น!! มันอะไรกัน อยู่ๆ ก็ใช้ภาษายากๆ ด่ามา พอเห็นฉันฟังไม่รู้เรื่องได้ทีก็ว่าเอาๆ” ชายหนุ่มบ่นเปราะ
“ไม่ได้ยากเลยนะครับ เป็นศัพท์พื้นฐานที่ใช้กันทั่วไปในประเทศ”
“นายแปลออกหรือไง!?” วิลลาร์ดสวนคำถามทันที (โง่แล้วดันคิดว่าคนอื่นเขาจะโง่ตาม)
“ทุเรศเป็นคำด่าครับ ติงต๊องก็เป็นคำด่าแต่บางครั้งก็ใช้ชมในกรณีที่อยากจะด่า”
“อธิบายอะไรของนาย ฟังไม่เห็นรู้เรื่อง” ใบหน้าคมขมวดคิ้วงุ่นง่าน (โง่จริงๆ ด้วยไอ้นี่ -"-)
เสียงปิ๊งดังขึ้นพร้อมกับที่ประตูลิฟท์เปิดออก ร่างสูงเดินนำออสตินเข้าไปยืนอยู่ด้านในลิฟต์
“แล้วมันอะไร เมื่อกี้ด่าฉันว่าควายด้วย ควายน่ะ!! มันอะไรกัน!!” โวยวายทันทีที่ร่างกำยำเดินตามเข้าไปในลิฟต์
“ไม่รู้จักเหรอครับควายน่ะ” ถามเจ้านายขณะกดปุ่มคำสั่งให้ลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นสามสิบสอง
“ก็ไม่รู้น่ะสิ ผิดด้วยหรือไง!” วิลลาร์ดกระชากเสียง
“คนที่ไม่รู้จักควายได้ก็คงจะควายจริงๆ ล่ะครับ”
“นายว่าฉันเหรอ!!” เจ้านายโวยวาย แต่ข้ารับใช้ยังวางกิริยาไว้ได้นิ่งสงบ
“ควายเป็นสัตว์กินพืชของไทยครับ มีสี่ขาเหมือนนกแพนกวิน หน้าตาคล้ายไดโนเสาร์พันธุ์ไทรันนอร์เซารัสแต่มีหนออยู่บนหัว เป็นสัตว์มีคุณประโยชน์ ทำให้คนในประเทศนี้มีข้าวทานอิ่มท้อง ถ้าพูดถึงมันสมองแล้ว
เป็นสัตว์ที่ฉลาดมากๆ เลยล่ะครับ ควาย น่ะ ฉลาดกว่าโปรโตรซัวร์จนถึงขั้นพูดภาษาคนได้ สื่อสารกับมนุษย์รู้เรื่อง ปราดเปรื่องจนไม่น่าเชื่อ ไม่ถือเป็นคำด่าที่แรงจนต้องโมโหเลยครับ”
“จริงน่ะ?” วิลลาร์ดขมวดคิ้ว
“เห็นผมเป็นคนชอบโกหกนักหรือไงครับ” ออสตินถามกลับ สีหน้านิ่งสนิท (ชั่วจริงๆ ไอ้นี่)
เสียงปิ๊งดังอีกครั้ง ประตูลิฟต์เลื่อนเปิดออก ข้ารับใช้ (ที่ชั่วหลอกด่าเจ้านาย) รีบเดินนำออกมา หากอีกฝ่ายก็จ้ำเท้าตามกระชั้นชิดไม่ยอมเว้นระยะห่าง
“งั้นทำไมยัยนั่นถึงด่าฉันว่าควายเล่า!?”
“ก็เพราะหน้าเหมือนไทรันนอร์เซารัสแต่มีหนอพุ่งขึ้นมาบนหัวไงครับ”
“ฉันไม่ได้หน้าตาอัปลักษณ์ขนาดนั้นนะเฟ้ย!! ไม่ได้มีนออยู่บนหัวด้วย!!” วิลลาร์ดโวยวาย
“นั่นไม่ใช่ความผิดของผม สวัสดีครับมิสเตอร์เอลซิด”
ออสตินเถียงเจ้านาย แต่แล้วก็กลับกล่าววาจาทักทายขึ้นมา เมื่อเห็นบุรุษคนหนึ่งในชุดสูทสีครีมเดินตรงมาหาพวกเขา ชื่อเอลซิดทำให้วิลลาร์ดต้องเหลียวหลังมองตามสายตาของข้ารับใช้
เอลซิดที่ออสตินกล่าวสวัสดี เป็นบุรุษร่างสูงเพรียวผมกัดสีออกน้ำตาลทอง ดวงตาสีจางดูจะเทาก็ไม่ใช่น้ำตาลก็ไม่เชิง เป็นอีกคนหนึ่งที่มีเชื้อสายบ้านเกิดมาจากประเทศเดียวกันกับวิลลาร์ด
ที่นอกจากจะเป็นเพื่อนของชายหนุ่มมาตั้งแต่เด็กแล้วยังเป็นกรรมการผู้จัดการอีกคน
หนึ่งของศูนย์การค้า Resident Fashion แห่งนี้
“นายบ่าวเถียงอะไรกันแต่เช้า” ประโยคทักทายเป็นกันเอง
“เรื่องยัยสกุปปี้ดูน่ะสิ” ชายหนุ่มรีบบ่นทันควัน
ฉวยโอกาสระบายความคับแค้นใจที่สะสมมาตั้งแต่ตอนอยู่บนรถ
“ผู้หญิงที่เคยเล่าให้ฟัง?” เอลซิดเอียงคอ
“ซิด!! นายคิดว่าเมื่อเช้าฉันนั่งรถมากับใคร!?”
“ออสติน” คนถูกถามตอบทันทีโดยไม่ต้องยั้งคิด
“บ้า!! เจ้านี่เป็นคนขับต้องมาด้วยอยู่แล้ว แต่เมื่อเช้า!! ยัยสกุ๊ปปี้ดู ฉันนั่งรถออกจากบ้านมาพร้อมยัยนั่นเลยนะเฟ้ย!!” วิลลาร์ดโวยวายเหมือนเป็นเรื่องใหญ่โต
“ก็ดีแล้วนี่ ประหยัดน้ำมันดี”
เอลซิดยักไหล่ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจตามเพื่อนที่บ้าคลั่งเลยแม้แต่น้อย นิสัยขี้โวยวายของวิลลาร์ดไม่ว่าใครก็ชินชาจนเกินจะตื่นตูมด้วยเสียแล้ว
“ซะที่ไหนเล่า!!” ชายหนุ่มกระแทกเสียงดัง
“ยัยนั่นนะ ตอนอยู่บนรถเมื่อเช้า ด่าฉันว่าควายด้วย!!”
“เห?” เอลซิดเหยียดยิ้มมุมปาก นัยน์ตาประกายแววนึกสนุก
“น่าโมโหใช่ไหม เห็นว่าฉันคล่องภาษาไทยได้ไม่เท่าก็มาด่ากันด้วยศัพท์ยากๆ
ควายนี่มันอะไร ถึงฉันจะไม่รู้จักควายก็ใช่ว่าจะมาด่ากันว่าควายได้ง่ายๆ น่ะเฟ้ย!!”
“ผมอธิบายไปแล้วครับว่าควายเป็นสัตว์มีคุณที่มันสมองปราดเรื่อง การถูกด่าว่าเป็นควายไม่ควรค่าแก่การอารมณ์เสีย” ออสตินบอกเอลซิด (ดูมัน... ทำไปได้ -"-)
“ใช่ ใช่ ใช่ ออสตินพูดถูก” เอลซิดหัวเราะ ใบหน้าได้รูประบายยิ้ม (ชั่วพอกันเลย ไอ้นี่ -*-)
“นั่นน่ะช่างเถอะ แต่ทำไมถึงเป็นควายเล่า ฉันไม่ได้มีหนออยู่บนหัวสักหน่อย!!”
วิลลาร์ดเป็นเดือดเป็นร้อน
“ชักอยากเห็นแล้วสิ ผู้หญิงที่กล้าด่านายว่าควายเนี่ย”
“อย่าแม้แต่จะคิด!! ถ้าเจอยัยนั่นนายจะต้องโชคร้ายมหาศาล! ยัยนั่นนะ นอกจากหน้าเหมือนบาร์บี้แล้วไม่มีอะไรดีสักอย่าง นิสัยเสีย แถมยังขี้งก เชื่อไหมว่ายัยนั่นต่อราคาค่าเช่าบ้านจากสิบห้าล้านเหลือสามล้านได้เชียวนะ!!”
“จริงน่ะ?” เอลซิดซักทันควัน ดวงตาสีอ่อนเลิกขึ้น ประกายแววกระตือรือร้น
“ก็จริงน่ะสิ! มากกว่า 50 เปอร์เซ็นอีกนะ อาจหาญต่อชะมัด!! แถมยังผลักภาระค่าบำรุง
สนามกอล์ฟ สนามกรีฑา มาให้ฉันได้เนียนๆ อีก งก เคี่ยว เห็นแก่ได้ เอาแต่ใจตัวเองสุดๆ”
“วิล ฉันอยากได้เด็กคนนั้นมาช่วยเจรจาธุรกิจชะมัด” เอลซิดบอกเสียงซื่อ ดูจากแววตาแล้วจริงจังไม่ล้อเล่นแน่ๆ
“จะเอามาทำซากอะไร ยัยเขี้ยวลากดินอย่างนั้น!!” วิลลาร์ดโวยวายเสียงหลง
แน่ล่ะ แค่เจอกันที่บ้านก็จะตายอยู่แล้ว ใครจะเปิดช่องให้ตัวเองต้องซวยเจอหน้าแม่นั่น
แม้กระทั่งในที่ทำงานอีก
“แหม... ก็ฟังจากที่นายเล่า ถ้ามีประสิทธิภาพในการรักษาผลประโยชน์ให้ตัวเองได้ขนาดนั้น
ตอนนี้ Z-Zitt ยิ่งงี่เง่ากับเราอยู่ ถ้าได้เด็กคนนั้นมาเป็นตัวแทนเจรจาต่อรองธุรกิจล่ะก็ เรสซิเดนท์แฟชั่นไม่มีทางตกเป็นเบี้ยล่างใครได้แน่ๆ”











To be continue.
.............................................................................Comment

