ผจญรักข้ามทวีป [12]

posted on 07 Jun 2009 00:28 by alkazia in LovePassContinent

ลิงก์ตอน 11 รื้อชั้นหนังสือหาเอานะงับ



บทที่ 6 ฉาก 1 ตอน 2

 

“ดี! ได้รีบๆ ไปสักที อยู่ตรงนี้ต่ออีกห้านาทีบึ้มส์แน่” วิลลาร์ดกระแทกเสียง ร่างสูงถอดสูทดำเหวี่ยงขึ้นพาดไหล่ขณะเดินไปขึ้นรถ

“เดี๋ยวก่อน!!” เอเวอร์รีนรั้งเสียงแข็ง

“อะไร ฉันมีการมีงานทำ ไม่ว่างมายืนเถียงกับเธอเป็นวันๆ หรอกนะ”
นัยน์ตาสีครามตวัดมองเด็กสาวอย่างไม่เต็มใจ

เอเวอร์รีนวันนี้แต่งกายน่ารักด้วยเสื้อยืดเข้ารูปคอกลมแขนยาวสีชมพูสดใส มินิสเกิร์ตสีดำสั้นเหนือเข่าขลิบชายด้วยริบบิ้นสีชมพูเส้นเล็ก ทรวงอกไซต์มาตรฐานกำลังดี เอวคอดและเรียวขายาวสวย ทั้งดวงตากลมโตนั้นดูยังไงก็น่ารักไปทุกสัดส่วนเหมือน
ตุ๊กตาบาร์บี้ดีจริงๆ เสียอยู่อย่างเดียวคือนิสัยนี่แหล่ะที่วิลลาร์ดรับไม่ได้อย่างสุดๆ เอาเสียเลย

“ปัญญาอ่อน ใครจะเถียงกับนายกัน ฉันแค่จะใช้รถ” บอกกับชายหนุ่มด้วยใบหน้าเชิดหยิ่ง

“อยู่ๆ โดนคนที่ไม่รู้จักมาพูดจาวางท่าเหมือนกับอยู่เหนือกว่าตัวเอง กับคุณหนูระดับนั้นเป็นใครก็ต้องฉุนขาดครับ”
ชั่วขณะที่วิลลาร์ดคิดได้ถึงคำพูดของออสติน ถึงหมอนั่นจะว่าอย่างนั้นก็เถอะ
แต่ดูท่าแม่นี่ซะก่อน ยืนกอดอก เชิดหน้าหยิ่ง แล้วยังสายตาที่เหมือนมองคนลงมา
จากยอดเขาเอเวอร์เรสนั่นอีก ยัยนี่ต่างหากที่เป็นฝ่ายวางท่าเหนือคนอื่นเห็นๆ

“จะใช้แล้วไง ฉันจ่ายค่าเช่าบ้าน ถือว่ามีสิทธิ์ในรถคันนี้เหมือนกัน”
วิลลาร์ดแสร้งวางท่ากอดอกบ้าง

นัยน์ตาสีมรกตเหล่มอง... ผู้ชายอะไรยืนกอดอกเชิดหน้า แถมตูดบิดหน่อยๆ อีกต่างหาก
เกย์ชัวร์ๆ เกย์แน่แล้วหมอนี่

“ฉันก็จ่ายค่าเช่าบ้าน มีสิทธิ์เท่าๆ กับนาย” เอเวอร์รีนเปลี่ยนท่าเป็นวางมือเท้าเอว ถ้าเจ้านี่กระแดะเท้าเอวตามก็ออกท่าเกย์ชัวร์ๆ 120 % แน่ๆ

“แต่ฉันใช้ก่อน ธุระสำคัญ จะรีบไปทำงานด้วย!” ชายหนุ่มเริ่มน็อตหลุดอีกรอบ
ไหนว่าแม่นี่คล่องภาษา กับอีแค่ภาษาคน ฟังให้รู้เรื่องยังไม่ปัญญา

“แล้วไง ฉันก็จะใช้เหมือนกัน นายเป็นผู้ชายต้องเสียสละสิ” ร่างระหงเชิดหน้า เดินมาเอนหลังพิงรถคันสีดำเหมือนตัวเองเป็นเจ้าของรถได้อย่างปกติ ใช่... ถ้าหมอนี่เป็นผู้ชายจริงก็ต้องมีน้ำใจสุภาพบุรุษ ถ้าไม่มี... แปลว่าเป็นเกย์แหงๆ

“กับผู้หญิงอย่างเธอเนี่ยนะ!” วิลลาร์ดขึ้นเสียง และรวดเร็วมือใหญ่คว้าเรียวแขนของเด็กสาว ฉุดร่างนั้นให้ห่างออกจากรถ

“ฉันยอมเสียสละให้เฉพาะผู้หญิงที่สวยน่ารักน่าทะนุถนอมเท่านั้นแหล่ะ!!”

“ตัวเองหน้าอย่างกับเรสซิเดนท์อีวิลยังจะทำเป็นพูดดี” เอเวอร์รีนสะบัดแขน ทันที มือเรียวกระแทกผลักชายหนุ่มให้ห่างออกจากตัว คิดด่าในใจว่า เป็นเกย์แท้ๆ กล้าดียังไงมาแตะเนื้อต้องตัวท่านเอเวอร์รีน!

“เธอกล้าดียังไงมาผลักฉัน!!” วิลลาร์ดขึ้นเสียงดังลั่น
“ก็แล้วนายกล้าดียังไงมาฉุดแขนฉัน!”
“ก็ฉันจะใช้รถ เธอดันยืนขวางประตูทำไม!!”
“งี่เง่า ฉันต่างหากล่ะที่จะใช้รถ โรเบิร์ต!! ขึ้นรถเดี๋ยวนี้เลย!!”

เถียงกับอีกคนแต่หันไปอาละวาดออกคำสั่งกับลิ่วล้อที่ซวยหน้าซีดเดินออกมาซะอย่างนั้น
โรเบิร์ตสะดุ้งเฮือก

“หยุดเลยเจ้าสมุน!! ถ้านายเข้าใกล้รถ ฉันจะแจ้งความข้อหาลักทรัพย์!!” มือใหญ่ชี้หน้าผู้ติดตามของเด็กสาว โรเบิร์ตชะงักเท้า ขยับตัวไม่ถูกว่าควรจะทำอะไรดี

“ลักทรัพย์กะผีดิ รถคันนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของฉันย่ะ!” เด็กสาวขึ้นเสียงดัง
“ถ้างั้นก็กรรมสิทธิ์ของฉันด้วยเหมือนกัน!”

“ท่านวิลลาร์ดครับ!!”
เสียงทุ้มดังลั่นอีกครั้ง ออสตินยังวางกิริยาได้นิ่งสงบจนดูมิรู้ว่าเพิ่งจะแผดเสียงตวาด
เจ้านายตัวเองมาหยกๆ หย่อน

“เชิญคุณเอเวอร์รีนขึ้นรถครับ” ชายหนุ่มเปิดประตูรถคันหรู เอเวอร์รีนแสยะยิ้มมุมปาก หันไปค้อนขวับใส่วิลลาร์ดที่กำลังยืนอึ้งก่อนจะก้าวขึ้นรถด้วยสีหน้าประดุจผู้ชนะ

“เฮ้ย!! ออสติน!!” ตั้งสติได้ก็อาละวาดใส่คนสนิททันที

“ท่านวิลลาร์ดทางนี้ครับ” ออสตินยังวางท่านิ่งสงบ ทำให้ความเกรี้ยวกราดของเจ้านายต้องสงบนิ่งตามลงไปด้วย

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเหลือบมองโรเบิร์ต ส่งซิกด้วยสายตาให้อีกฝ่ายขึ้นรถไปนั่งยังที่นั่ง
ข้างคนขับ โรเบิร์ตเงอะๆ งะๆ วิ่งไปขึ้นรถแบบงงๆ ขณะที่ออสตินเดินนำเจ้านายอ้อมหลังรถ
ไปยังประตูอีกฝั่ง

“ท่านวิลลาร์ดเชิญขึ้นรถครับ” ผู้ติดตามเอ่ยพร้อมเปิดประตูรถออกกว้าง
วิลลาร์ดยังอึ้งงงอยู่กับความเงียบ นิ่ง ของคนสนิท ยอมก้าวขึ้นรถโดยดี
ออสตินรีบปิดประตูรถให้ชายหนุ่ม กดคำสั่งล็อคประตูด้วยระบบออโต้
จากนั้นจึงเดินมายังประตูด้านคนขับ ปลดล็อคเฉพาะที่แล้วขึ้นไปนั่งทำหน้าที่ขับรถ

“อะไรของนาย ออสติน” วิลลาร์ดถามด้วยความงงหลังจากคนสนิทขึ้นรถแล้ว
ออสตินไม่กล่าวตอบ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเหลือบเช็คระบบล็อคว่าแน่นหนาดีแล้ว ชายหนุ่มจึงค่อยขับเคลื่อนเบนซ์คันหรู เริ่มต้นการเดินทางสั้นๆ แต่ยาวนานที่เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องปวดหูไปตลอดเส้นทางแน่ๆ

“ฉันถามว่าอะไร ไม่ได้ยินหรือไง” วิลลาร์ดไล่ซักอีกครั้ง

“รถคันนี้เป็นรถยนต์ครับ ไม่ใช่จักรยาน หรือจักรยานยนต์” ออสตินกล่าวเสียงนิ่งกับเจ้านาย

“ก็ใช่สิ แล้วไง?” ใบหน้าได้รูปขมวดคิ้ว

“ก็หมายความว่ารถยนต์สามารถพาผู้ร่วมทางมากว่าสองไปให้ถึงที่หมายได้โดยไม่ต้อง
แย่งกันไงครับ เพราะฉะนั้นช่วยหยุดเถียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องว่าใครจะใช้รถสักที
ผมปวดประสาท”

“อ๊ะ...! เฮ้ย!!”
วิลลาร์ดอุทาน ฟังออสตินพูดมาถึงตรงนี้แล้วเพิ่งนึกจะขึ้นได้ ในรถคันหรูที่เขากำลัง
โดยสารอยู่ เหลือบมองไป ยังที่นั่งข้างเขา เด็กสาวน่ารักเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้ที่นั่งกอดอก
หน้าง้ำอยู่ คือผู้ร่วมทางที่เขาไม่ประสงค์จะร่วมทางด้วยเลยนี่หว่า

“เฮ้ย!! ออสติน ฉันไม่คิดจะขึ้นรถคันเดียวกับยัยนี่นะ!!”
“ไม่มีมารยาท เรียกใครยัยนี่!!” เด็กสาวแหวขึ้นทันควัน
“ก็เรียกเธอน่ะแหล่ะ ยัยสกุปปี้ดู!!” ชายหนุ่มหันมาแยกเขี้ยวใส่
“หยุดเลยนะ!! นายเรสซิเดนท์อีวิล!” มือเรียวตบเบาะรถดังปั๊บ

“เธอว่าใครเป็นเรสซิเดนท์อีวิล!!” วิลลาร์ดเกือบจะกระชากคอเสื้ออีกฝ่าย แต่ก็ยั้งมือไว้ได้ทันเมื่อสำนึกว่าคนที่กำลังตีปากอยู่ด้วยนี้เป็นสุภาพสตรี
ถึงจะมิได้มีความน่าทะนุถนอมเลยก็เถอะ

“ก็ว่านายนั่นแหล่ะ ไอ้เกย์เก็บกด!~!” เอเวอร์รีนตอบฉับพลันด้วยน้ำเสียงกวนประสาท
“ฉันไม่ใช่เกย์ ไม่ได้เก็บกดด้วย เธอต่างหากที่จิตผิดปกติ!!” ชายหนุ่มเถียง
“นายว่าใครจิตผิดปกติ!” เสียงใสแหวลั่นอีกครั้ง
“ถามอีกแล้วนะ นี่สมองน้อยถึงขนาดตรัสรู้เองไม่ใด้เลยใช่ไหมว่าฉันว่าใคร!!”

“งี่เง่า!! สมองโปรโตรซัวร์อย่างนายมีสิทธิ์อะไรมาว่าคนอื่นสมองน้อยไม่ทราบ!!” มือเรียวก็เกือบจะเงื้อกำปั้นอัดหน้าอีกฝ่าย แต่ก็หยุดกิริของตนไว้ได้เพียงชั่วอึดใจเช่นกัน

“เกินไปแล้วนะ!! เรื่องอะไรมาว่าฉันว่าสมองโปรโตรซัวร์!!”
“ด่าโปรโตรซัวร์ว่าสมองโปรโตรซัวร์มันเกินไปตรงไหน!!?”
“ยัยนี่!! จะดูถูกกันก็ให้มันมีขอบเขตซะมั่ง!!”
“ไม่ต้องมีขอบเขตคนอย่างคนฉันดูใครก็ไม่เคยผิด!”

“กรุณาเงียบสักทีเถอะครับ!!”
เสียงลั่นรถที่ดังยิ่งกว่าเอเวอร์ลีนและวิลลาร์ดคืออสตินที่เหมือนกำลัง
จะสติแตกเพราะปวดประสาทหู

“ผมกำลังขับรถ ต้องใช้สมาธินะครับ” ชายหนุ่มดุเสียงเครียด

“ฉันก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มสักหน่อย” เอเวอร์เชิดใส่คนนั่งข้างเคียง ท่าทางของเด็กสาวชวนให้วิลลาร์ดคันอารมณ์ขึ้นมาอีกแล้ว

“ผมจะไปส่งคุณเอเวอร์รีนก่อนนะครับ” ออสตินเอ่ย
“ได้ไง!!” วิลลาร์ดโวยขึ้นทันที

“ได้สิครับ ถามจากโรเบิร์ตแล้ว มหาวิทยาลัยของคุณเอเวอร์รีนอยู่ใกล้กว่า เป็นทางผ่านของเรสซิเดนท์พอดี”

“โกหก แอบถามกันตั้งแต่เมื่อไหร่?” / “อะไรน่ะ เรสซิเดนท์?”
ชายหนุ่มและเด็กสาวตั้งคำถามพร้อมกัน

“ถามตอนที่พวกคุณทะเลาะกันเมื่อกี้ เรสซิเดนท์คือศูนย์การค้าแฟชั่นแบรนด์เนม
ชื่อเต็มคือ เรสซิเดนท์ แฟชั่น ท่านวิลลาร์ดถือหุ้น เป็นกรรมการผู้จัดการของที่นี่อยู่ครับ” ออสตินตอบคำถามของทั้งสองคนด้วยท่าทีนิ่งสงบ
เอเวอร์รีนฟังคำตอบ เด็กสาวหลุดเสียงหัวเราะออกมาทันควัน

“เรสซิเดนท์ อีวิล บริหารงานห้าง เรสซิเดนท์” เสียงใสหัวเราะคิกคัก มือเรียวยกขึ้นปิดปากขณะที่นัยน์ตาสีครามอ่อนหันมาจ้องเธอเขม็ง

“เฮ้ย!!” วิลลาร์ดโวยวาย “นายพูดทำไมออสติน อยู่เงียบๆ ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ!”

“อีกฝ่ายถามมานี่ครับ ตอบได้แต่ไม่ตอบถือเป็นการเสียมารยาท ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องปิดเป็นความลับด้วย”

“นาย...!!”
“ขนาดคู่ขายังไม่เข้าข้าง” เด็กสาวทำเสียงเยาะเย้ย ใบหน้าน่ารักเหมือนตุ๊กตายิ้มเยาะมุมปาก

“ใครเป็นคู่ขาใคร!!” วิลลาร์ดตวาดเสียงดัง แต่ไม่ทันที่เด็กสาวจะได้ต่อเถียง เสียงทุ้มจากที่นั่งคนขับรถก็แทรกขึ้นมาแข็งกร้าว

“คุณเอเวอร์รีน คุณจะทะเลาะต่อว่าท่านวิลลาร์ดอะไรก็ตามแต่นะครับ ขอร้องอยู่อย่างเดียว กรุณาอย่าเอาผมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเด็ดขาด”

“นายจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวได้ไง!” การกลับกลายเป็นวิลลาร์ดหันไปเถียงกับออสตินแทน
“ปัญหาของทั้งสองคนไม่เกี่ยวกับผมนะครับ” ออสตินตอบเหมือนเป็นเรื่องปกติ

“นั่นสิ โทษทีนะ” เอเวอร์รีนยอมรับอย่างว่าง่าย ทำให้วิลลาร์ดถึงกับสะดุ้ง เหลือบตามองเด็กสาวด้วยความระแวง

“ฉันก็ไม่น่าดูถูกรสนิยมของนายเลย ใครจะตาต่ำยอมมาเป็นคู่ขาให้กับคนที่หน้าตาไม่ต่างกับซอมบี้ในเรสซิเดนท์อีวิลอย่างนี้”

“เอเวอร์รีน!!” วิลลาร์ดขึ้นเสียงดังลั่น
“ไม่ต้องเรียกบ่อยๆ ฉันก็จำชื่อตัวเองได้หรอกย่ะ!”

“ฉันไม่ได้เตือนความจำชื่อเธอ จะบอกอะไรให้นะ ในโลกนี้ไม่มีผู้หญิงที่ไหนปัญญาอ่อนกล้ามาวิจารณ์หน้าตาปานเทพบุตรดุจสวรรค์สรรค์สร้างของฉันหรอก”

“ใช่สิ ผู้หญิงที่ติงต๊องไม่วิจารณ์หน้าตาอัปลักษณ์ของนายไม่ได้ปัญญาอ่อนหรอก แค่ไร้สติปัญญาก็แค่นั้น”

“พูดอะไรของเธอ ไม่ยุติธรรมนี่ เจตนาใช้ศัพท์ยากๆ แบบนี้!” วิลลาร์ดขมวดคิ้วทั้งงุนงงทั้งหงุดหงิด

“พูดบ้าอะไร ศัพท์อะไรยาก ฉันพูดตามธรรมดาย่ะ” มือเรียวยกขึ้นเสยเส้นผมยาวสลวย

“ยากสิ ก็ฉันฟังไม่รู้เรื่อง!” ชายหนุ่มเถียงเสียงแข็ง

“ไม่รู้เรื่องเพราะโง่เองน่ะสิ ฉันก็ใช้ศัพท์สามัญธรรมดา” เด็กสาวเริ่มลดความรุนแรงของน้ำเสียงลง นัยน์ตาสีมรกตมองหน้าชายหนุ่มฉายแววพิศวง

“ธรรมดาตรงไหน ติงต๊องอะไร ไม่เห็นจะรู้เรื่อง”

“ติงต๊องก็ติงต๊องสิ ไม่รู้เรื่องตรงไหน ฉันบอกว่าผู้หญิงที่ไม่วิจารณ์หน้าตาทุเรศๆ ของนายถ้าไม่ติงต๊องก็ไร้สมอง มีตรงไหนที่ไม่รู้เรื่องกัน!”

“นั่นแหล่ะที่ไม่รู้เรื่อง!” วิลลาร์ดขึ้นเสียงดัง
“ติงต๊องแปลว่าอะไร ทุเรศแปลว่าอะไร ฉันไม่เข้าใจ!!”

เอเวอร์รีนนิ่งเงียบ... ความจริงไม่ได้คิดจะเงียบหรอก แค่อึ้งจนใบ้รับประทานเท่านั้น นัยน์ตาสีมรกตจ้องมองสบดวงตาสีคราม พยายามใช้สมองระดับที่เอเวอร์รีนเรียกตัวเองว่าอัจฉริยะพินิจพิจารณา ไอ้หมอนี่... ด่าว่าอัปลักษณ์ล่ะรู้เรื่อง เถียงมาว่าตัวเองหน้าเหมือนเทพบุตรทั้งที่ไม่ใช่ความจริงสักนิด ใช้ภาษาวรรณคดีอย่าง สวรรค์สรรสร้าง เทพรังสรรค์ อะไรพวกนี้ได้ แล้วไหง... ทำไมถึงฟังคำด่าง่ายๆ ไม่รู้เรื่อง!?

“โง่แล้ว... นายโง่แล้วจริงๆ ด้วยวิลลาร์ด” เด็กสาวส่ายหน้าไปมาทั้งที่ยังละไม่สายตาจากชายหนุ่ม
“อะไรเล่า!!” อีกฝ่ายขมวดคิ้วหงุดหงิด
“นายมาอยู่ประเทศนี้ได้ยังไงเนี่ย! ติงต๊องกับทุเรศน่ะคนไทยเขาใช้กันทั่วโลก ขนาดเด็กอนุบาลยังรู้จักเลย!!”
“แล้วฉันใช่คนไทยซะที่ไหน!!” วิลลาร์ดขึ้นเสียง ให้ตายสิ ดันเปิดช่องให้ยัยนี่ดูถูกอีกจนได้
“นายมีเลือดไทยอยู่ครึ่งหนึ่งไม่ใช่หรือไง แม่นายไม่เคยสั่งเคยสอนเรอะ!!”

“ท่านแม่ตายไปตั้งแต่ก่อนฉันเกิดอีก แล้วเธอรู้ได้ยังว่าแม่ฉันเป็นคนไทย เลือดครึ่งหนึ่งของฉันอาจจะเป็นพ่อก็ได้”

“ถ้าตายไปตั้งแต่ก่อนนายเกิดก็ไม่ใช่แม่นายแล้วย่ะ ฉันพูดมั่วเรื่องแม่นายเป็นคนไทย ถ้ามันบังเอิญถูกแล้วฉันผิดด้วยเรอะ”

“เออ! ก็ได้ท่านแม่ตายตั้งแต่ฉันยังเด็กๆ ที่สำคัญเธออย่าพูดจาใส่สมการนักจะได้ไหม ถ้าเธอเดาถูกแล้วมันจะผิดได้ยังไง แล้วการที่ฉันไม่รู้จักคำว่าติงต๊องกับทุเรศก็ไม่ใช่ความผิดของฉันด้วย”

“ใครกันแน่พูดจาใส่สมการให้คนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง จะบอกให้นะ ในประเทศนี้คนที่ไม่รู้จักคำว่าทุเรศกับติงต๊องถ้าไม่โง่แสนโง่ก็มีแต่พวกสมองโปรโตรซัวร์เท่านั้นแหล่ะย่ะ!!”

“เดี๋ยวเถอะ!! เธอมีสิทธิ์อะไรมาว่าฉันสมองโปรโตรซัวร์!!”
“ก็สิทธิ์ที่โปรโตรซัวร์บางตัวดันง่าวจัดแปลคำว่าทุเรศกับติงต๊องไม่ได้น่ะสิ!!”
“อีกล่ะ!! ง่าวอะไรของเธอ ฉันฟังไม่รู้เรื่อง แล้วก็เธอต่างหากที่สมองโปรโตรซัวร์”
“ง่าวกับโง่ก็คือกันแหล่ะ แล้วฉันสมองโปรโตรซัวร์ตรงไหนไม่ทราบ!!”

“ก็เธอจะไปมหา’ลัยใช่ไหมล่ะ จะบอกให้นะประเทศนี้นักศึกษาเขาใส่เครื่องแบบกัน แต่งตัวเป็นตุ๊กตาบาร์บี้อย่างนี้ไม่มีมหา’ลัยไหนยอมให้เข้าเรียนหรอก!!”

“ถึงแล้วครับ คุณเอเวอร์รีน!!”
เสียงออสตินดังลั่นพอๆ กับเสียงเบรกที่เหมือนว่าชายหนุ่มเจตนาจะเหยียบฉุกเฉินเพื่อกระชากรถให้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

เอเวอร์รีนเหลือบสายตามองไปนอกรถ เมอร์เซเดสเบนซ์สีน้ำทะเลจอดนิ่งพอดิบพอดีอยู่หน้ามหาวิทยาลัยที่เธอต้องเข้าเรียน

โรเบิร์ตรีบลงจากรถวิ่งมาเปิดประตูให้เด็กสาว แต่แทนที่เอเวอร์รีนจะยอมก้าวลงรถแต่โดยดีนัยน์ตาสีมรกตกลับหันมาจ้องหน้าชายหนุ่ม สบดวงตาสีครามนิ่งอีกครั้ง

“จะบอกอะไรให้นะวิลลาร์ด นายต่างหากที่สมองโปรโตรซัวร์ ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายโง่หรือควายกันแน่ แต่ฉันเพิ่งมาจากต่างประเทศ ทางคอลเล็จเขารู้ย่ะว่าฉันยังไม่มีเครื่องแบบ เลยอนุญาตให้ฉันใส่ชุดนอกมาเรียนได้ ไม่ฉลาดแล้ววันหลังก็อย่าสะเออะมาว่าคนอื่น!!”

 

 

To be continue.

 

 

.............................................................................Comment

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุงค่า จะพยายามฝ่าอุปสรรคความขี้เกียจอัพให้คต่อเนื่องให้ได้ค่า

#2 By Zeren on 2009-06-07 19:37

เข้ามาอ่านอีกแระ อ่านเรื่อยๆ เพลินดีครับconfused smile confused smile confused smile

#1 By Dome on 2009-06-07 11:41