สงครามจันทรา [6]

posted on 07 Jun 2009 00:16 by alkazia  in InTheMoonOfWar

ลิงก์ตอน 5 เปิดชั้นเลยเจ้าค่า



Destination Series; Episode 1
In the moon of war

 

บทที่ 3 ฉาก 2



ประกายแสงสีม่วงสาดส่องข้ามผ่านฟากฟ้าไพศาล ณ ราตรี สัมผัสผิวเนื้อของเรือนไม้คาออสให้แลเป็นสีชาอ่อนผิดยามอรุณรุ่ง
รัตติกาลในยามค่ำเงียบสงบนัก มีเพียงเสียงหวีดวิวชวนขนลุกจาก เอกิบส์แมลงดูดเลือดที่อยู่ห่างจากอาณาเขตของเอไลร่าไปไกลโขแว่ว
มาเพียงแผ่วเบา


ร่างกำยำและแม้ลูกน้องทั้งสองนั่งนิ่งอยู่บนพื้นไม้เบื้องหน้า เสาต้นใหญ่ที่พวกตนถูกพันธการตรึงไว้เมื่อเพียงครู่ ห่างไกลออกมา
ผ่านเลยประตูบานไม้เล็กๆ ยังนอกชานเรือนอันไร้ร้างหลังคาแผ่ยื่นคุ้มกันแดดฝน
ผิวขาวนวลของใบหน้าคมคายได้รูปงามสัมผัสต้องรัศมีสี ม่วงอ่อนบนฟากฟ้ากอปรกับเรือนผมสีเงินเหยียดยาวอย่างยิ่ง ทอประกายดุจดั่งอัญมณีน้ำงามสีอเมทิสต์เข้มพริ้วพัดไป ตามสายลมแผ่วเบา ทั้งด้วยนัยน์ตาเฉกเช่นความงดงามของดาวแม่ วิเลียสสีม่วงสุกใส ร่างสูงเพรียวที่ยืนอยู่ ณ ที่นั้นมิเพียงจะทำให้พวก เขารู้สึกได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์อย่างอาจเอื้อมจักเทียบเท่าพระผู้เป็นเจ้า องค์ราซารีนเท่านั้น หากบุรุษ ผู้นี้ช่างสูงส่งและงดงามเกินกว่าจะหาสตรี ใดเสมอเหมือน ทว่า...

ถ้าว่าคำพูดที่หลุดออกมาจากปากไอ้หมอนี่มันจะบอกถึง ความมีสติอันสมประกอบมากกว่านี้สักหน่อยล่ะก็นะ -”-

“ช...ช่วย...ช่วยทวนประโยคเมื่อกี้อีกครั้งสิ” เสียงทุ้มจากบุรุษ ร่างกำยำกล่าวต่อผู้บัญชาการฐานทัพจักรวรรดิแห่งดวงจันทร์โคโลลานี อย่างไม่ค่อยจะเต็มเสียงเท่าไรนัก

“ ทำไม หูหนวกหรือไง? ” วาจาตอบกลับมิใช่วจีเดิมดังผู้นำแห่ง คิวซอร์คาดหวัง

อัลซาร์หาได้รบเร้าต่อไป เพราะอย่างไรเสียเขาก็แน่ใจว่าสิ่งที่ตน ได้ยินอยู่เหมือนครู่นั้นชัดเจนดียิ่งแล้ว หากที่กล่าวถามทวนประโยคไป นั่นก็เป็นเพราะไม่แน่ใจในสิ่งที่ตนได้ยินเพียงเท่านั้น

ไม่คิดว่าตนจะได้ยินไม่ชัดเจน และที่แน่นอนกว่าคือชายหนุ่มไม่ เคยคิดว่าตนหูฝาด และถ้าเช่นนั้น สิ่งที่หลุดออกมาจากปากหมอนั่นเล่า คืออะไร ผู้บังคับบัญชาการเซเฟียลิสต์แห่งฐานทัพจักรวรรดิกำลัง ประสงค์สิ่งใดอยู่ หรือว่า... ถ้าไม่คิดว่า มันเป็นเซบัสแล้วล่ะก็ หรือเจ้า หมอนี่จะแค่ไอ้เพี้ยนธรรมดาๆ

ร่างสูงเคลื่อนกายจากชานเรือน เดินมารวมกลุ่มกับเหล่าเชลย ทั้งสาม ชายหนุ่มทรุดกายนั่งลงบนพื้นก่อนกล่าวต่อ

“เอ้า! เร็วๆ สิ รับ ปากซะ นายเป็นเชลยไม่มีสิทธิปฏิเสธอยู่แล้ว”

‘ปัญหามันไม่ใช่ปฏิเสธหรือไม่ปฏิเสธเว้ย!’ อัลซาร์แอบคิดอยู่ ในใจ

คิดไปคิดมาก็ยิ่งไม่เข้าใจหนักขึ้นไปอีกว่าจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิ บ้าหรือเปล่าวะที่ส่งไอ้เพี้ยนนี่มาเป็นผู้บัญชาการฐานทัพจักรวรรดิบน โคโลลานีแห่งนี้ ถึงจะเป็นเซบัสก็เถอะ แต่อย่างนี้จักรวรรดิมันไม่ได้คิดจะ กำจัดคิวซอร์ ชนิดจริงๆ จังๆ แน่ๆ เรื่องที่ส่งไอ้หมอนี่มาประจำการอย่างนี้ แปลว่าคิวซอร์ แทบจะไม่ได้อยู่ในความสนใจของจักรวรรดิเลยนี่หว่า

“ถามจริงเถอะว่ะ ไอ้ผู้การเซเฟียลิสต์ นายพูดจริงน่ะ” ร่างกำยำ กล่าวคำถามด้วยสิ่งหน้าที่ยิ่งกว่าพิศวง

“บอกว่าเรียกเซเฟย์ก็ได้ แล้วก็พูดจริง จริงๆ ของแท้อย่างไม่มี ล้อเล่นเลยล่ะ” ชายหนุ่มตอบทีท่าสนิทนิ่ง

“เออ! แล้วนายบ้าหรือเพี้ยนกันแน่วะเซย์เฟย์!! ไม่อยากจะเชื่อ เลยจริงๆ ว่าฉันจะถูกไอ้สติไม่เต็มอย่างนายจับมาเนี่ย!” อัลซาร์ขึ้นเสียง อย่างเหลืออด

“แกสิสติไม่เต็ม ลบหลู่เซบัสตัวแทนแห่งองค์ราซารีนได้ไง ฉันน่ะ สติสมประกอบครบ 100% เฟ้ย” เซเฟียลิสต์ตอบเสียงเรียบ

“ทานโทษเหอะว่ะ ไอ้คุณท่านเซบัส!” อัลซาร์ขึ้นเสียงลั่น ร่าง กำยำตรงเข้ากระชากคอเสื้อชายหนุ่มทันที

“ไอ้คนสติเต็มที่ไหนจะมาขอให้เชลย ไม่ใช่สิ! ศัตรูเลยนะเว้ย! แกอยู่ฝ่ายจักรวรรดิ ฉันเป็นผู้นำกลุ่มต่อต้าน แล้วแกมาขอให้ฉันดูแล ฐานทัพ ทำหน้าที่แทนแกเนี่ยนะ!”

“ก็ช่วยไม่ได้” ว่าพลางปัดสองมือที่กุมคอเสื้อของตนออก

“มันไม่ ว่างนี่หว่า อาทิตย์หน้าทั้งอาทิตย์ฉันต้องไปที่เวกส์ มัน จะไม่มีใครคอยดูแลที่นี่สิ”

“ถึงงั้นมันก็ไม่ใช่เรื่อง... ไม่ใช่สิ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมาขอให้ศัตรู ช่วย อย่างยิ่งเลยนะเฟ้ย” ร่างกำยำเบาเสียงลงเพราะเริ่มรู้สึกตัวว่าถึงจะ โวยวายไปไอ้เพี้ยนนี่มันก็ไม่รู้สึกอะไรอยู่แล้ว ก็พี่เล่นเพี้ยนซะ...

“บ้า ฉันไม่ได้คิดว่าพวกนายเป็นศัตรูด้วยสักหน่อย ไอ้ที่รบๆ กันมันก็แค่หน้าที่”

“พี่ชายเซบัสนี่บ๊องสุดๆ เลยนะ ไม่น่ามาอยู่ฝ่ายจักรวรรดิเลย ให้ตาย มาเข้ากลุ่มคิวซอร์ด้วยกันเอาป่ะ” ลูกน้องบีแทรกขึ้น และ เซเฟียลิสต์ก็เพียงแค่หันไปยิ้มรับในความบ๊องที่อีกฝ่ายชมมา

“แล้วทุกทีที่นายไม่อยู่ใครดูแลแทนวะ” อัลซาร์กล่าวซัก

“ไม่มี” ชายหนุ่มตอบเพียงสั้นๆ

“อ้าว? งั้นคราวนี้ก็ไม่เห็นต้องมีก็ได้นี่ลูกพี่” ลูกน้องเอแทรกบ้าง และทันทีกำปั้นใหญ่จากร่างกำยำก็โป๊กลงกลางกระหม่อมของลูกน้อง ฉับพลัน

“โอ๊ย! เจ็บนะหัวหน้า!”

“สมแล้วไอ้บ้า! มันมาเป็นลูกพี่แกตั้งกะเมื่อไหร่วะ” ผู้นำตัวจริง โวยวาย

“นายก็ด้วยเซเฟย์ ก็อย่างที่มันว่า ในเมื่อไม่เคยมีใครคุมแทนก็ ไม่เห็น...”

“ที่ไม่มีใครเคยคุมแทนเพราะฉันไม่เคยออกนอกสถานที่เว้ย คิดว่าฉันมาประจำที่โคโลลานีนี่ได้กี่ปีกัน” ชายหนุ่มเซบัสสวน

“ไม่รู้เว้ย แต่ฉันถูกเนรเทศมาที่นี่ 5 ปีก่อน มาถึงนายก็นั่งแท่น เป็นผู้บัญชาการฐานทัพแล้วนี่หว่า” อัลซาร์ตอบอบ่างไม่ใสใจ

“แหงดิ... ฉันเพิ่งจะมาประจำก่อนแกถูกเนรเทศแค่เดือนเดียว แล้ว ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยออกไปนอกดวงจันทร์ประจำการเลยสักครั้ง แถมไม่รู้ไอ้บ้าที่ไหนยังจะเ_ือกหาเรื่องบอมส์ฐานทัพอยู่ได้ทุกวัน รู้ทั้งรู้ ว่าบอมส์ไปก็เสียเวลาเปล่ายังหาเรื่องเปลืองระเบิดอยู่ได้ ไอ้โรคจิต!” เซเฟียลิสต์ตีหน้ามุ่ย โวยวายกลับ

“แก๊! ฉันไม่ดีใจนะเว้ยที่โดนคนเพี้ยนด่าว่าโรคจิตน่ะ!”

“เออสิวะ มีใครบ้างวะที่โดนด่าแล้วดีใจ ถ้าไม่ใช่พวกมาโซฯ” นัยน์ตาสีอเมทิสต์มองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง ประกายเจ้าเล่ห์ดุจผู้มีชัยฉายชัด ดูน่าระแวงเสียจนอัลซาร์ต้องคิดยอมแพ้เลิกต่อกรด้วย

“แล้วมันจะบ้ารึเปล่าวะ มาฝากฐานทัพไว้กับคนที่มาคอยบอมส์ ฐานทัพนายทุกวันเนี่ย” ว่าพลางถอนใจอย่างหนักอก

“ช่วยไม่ได้ แน่นอนว่าไม่นับฉันซึ่งจะไม่อยู่แล้ว คนที่อยู่ใน ฐานทัพเวลานี้ มีฝีมือในการรบ เป็นผู้นำได้ดีที่สุด เชี่ยวชาญที่สุด แถมกล้า หือกับจักรวรรดิก็เห็นจะมีแต่หัวหน้าคิวซอร์นี่แหละว่ะ ”

“ขอบคุณที่ชม แต่ไม่ดีใจสักกะติ๊ดเลยว่ะ นายจะเอาคนอย่างที่ ว่ามาทำป๋าอะไรวะ ไม่อยู่ก็แค่อาทิตย์ แถมฉันยังแป้กอยู่ที่นี่ แล้วยังจะมี ไอ้บ้ากว่าฉันที่ไหนมันมาทำสงครามตอนนายไม่อยู่หรือยังไง”

“เออสิวะ” ชายหนุ่มตอบหน้าตายก่อนจะตามติดประโยค ต่อไปโดยไม่เสียเวลารออีกฝ่ายทักท้วงแม้แต่น้อย

“จะมาหรือไม่มาฉันไม่รู้ แต่คนที่คอยจ้องจะฆ่าฉัน คนที่หวัง อะไรสักอย่างที่ฐานทัพนี้ คนที่รอจังหวะจะเข้ามาโดยที่ฉันไม่รู้เรื่องมันมี อยู่เว้ย เพราะฉะนั้นถึงจะแค่อาทิตย์เดียว แต่นายจงมารับตำแหน่ง รักษาการณ์ผู้บัญชาการฐานทัพจักรวรรดิแทนฉันเสียดีดี”

+++++++++++++++++++++++++++++

 

 



....................................................................................Comment

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet