สงครามจันทรา [5]
posted on 01 Jun 2009 19:57 by alkazia in InTheMoonOfWar
Destination Series; Episode 1
In the moon of war
บทที่ 3
แพรผ้าจากอาภรณ์สีขาวฟู่ฟ่อง พัดพริ้วไปตามสายลมที่พัดผ่านมาเพียงแผ่วเบา
กลีบดอกไม้ชมพูอ่อนจากเอไลร่านับสิบที่เรียงราย ล้อมอยู่รอบอาณาบริเวณของเรือนพักปลิดปลิว
สัมผัสต้องผิวหน้าขาวเนียน เส้นไหมลอนสลวย สีทองบนศีรษะได้รูปสะบัดพริ้วไปมาจนมือเรียวบาง
ของหญิงสาวต้องยกขึ้นรวบรัดกลุ่มผมนุ่มเข้าไว้ด้วยกัน ครู่หนึ่ง
ร่างบางระหงจึงค่อยเอี้ยวกายหันมาด้านหลัง นัยน์ตาสีฟ้าคราม
ฉายภาพเชลยทั้งสามที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ติดเสาไม้ขนาดใหญ่ที่กลางเตียง
“พลังของเซบัสแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอกค่ะ เพราะเซบัส ไม่ใช่พระเจ้า พลังของพวกเราจะเป็นแบบใด ขึ้นอยู่กับว่าองค์ราซารีนจะ ประทานพรอันใดให้เรา”
“แล้วเจ้านั่น?” เสียงทุ้มของชายผู้นำกลุ่มคิวซอร์กล่าวซัก แม้มิ เอ่ยนาม หากหญิงสาวก็ทราบได้ในทันทีถึง ‘เจ้านั่น’ ที่ชายหนุ่มถามถึง
“ท่านพี่ก็สื่อสารกับจิตวิญญาณได้ไงคะ พลังของท่านพี่ถ้าจะ เรียกให้เข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือโทรจิตหรือเทเลพาธี ท่านพ่อของพวกเราก็มี พลังคล้ายๆ แบบนี้ แต่สำหรับท่านพี่แล้วจะมีขอบข่ายกว้างกว่าเซบัสคน อื่นๆ เพราะเทเลพาธีของท่านพี่สามารถสื่อสารกับจิตวิญญาณในต่าง มิติได้”
“แล้วเธอ?” ร่างกำยำซักต่อ นัยน์ตาสีรัตติกาลสบตาหญิงสาวนิ่ง
“ของเฟย์นีย์เป็น Precognition ค่ะ พลังของการพยากรณ์ เป็น พลังการหยั่งรู้” หญิงสาวตอบพลางเคลื่อนกายมาหยุดอยู่เบื้องหน้า ชายหนุ่ม ริมฝีปากอิ่มเอิบสีกลีบกุหลาบแย้มยิ้มละไม
“แล้วตอนนี้พลังนั้นก็ทำให้เฟย์นีย์รู้อะไรดีๆ แล้วด้วยค่ะ” เธอ บอกกับชายผู้นำกลุ่มคิวซอร์ น้ำเสียงเป็นมิตรอย่างยิ่ง
“รู้อะไร? คงไม่ใช่เรื่องที่พี่เธอจะส่งฉันขึ้นเขียงนะ” อัลซาร์ว่า อย่างไม่ไว้วางใจ ก็แหงล่ะ ไอ้สองพี่น้องนี่ยิ่งประหลาดๆ อยู่ด้วย จะทำ อะไรกับเขา กับกลุ่มคิวซอร์เมื่อไหร่ใครจะไปคาดเดาได้
“ร้ายกาจ ท่านพี่ไม่ทำอย่างนั้นหรอกค่ะ” เซเฟย์นีย์ตอบยิ้มๆ ร่างระหงทรุดกายลงนั่งเบื้องหน้าชายหนุ่ม
“ว่าแต่อัลซาร์กับลูกน้องไม่ตัดเชือกออกหรือคะ นั่งอยู่อย่างนี้ มาทั้งคืนไม่เมื่อยแย่เหรอ” เสียงหวานนุ่มเอ่ยถามใสซื่อ
ไร้คำตอบจากผู้ถูกถาม ชายหนุ่มเพียงมองสบนัยน์ตาสีฟ้า ครามของ หญิงสาวด้วยความละเหี่ยใจ
“อยากตัดจะตายอยู่แล้วล่ะน้องสาว” คำตอบดังขึ้นจากลูกน้อง บีที่ถูกมัดติดเสาไว้เช่นกัน
“ก็แล้วทำไมไม่ตัดล่ะคะ มีดท่านพี่ก็วางไว้ให้แล้วนี่”
“ลองไปถามพี่หล่อนดูเป็นไงยัยบ้า” คราวนี้กลับเป็นอัลซาร์ที่ กล่าวคำตอบ น้ำเสียงห้วนห้าวและวาจาอันจงใจไร้มารยาทนั้นสื่อ อารมณ์ไม่พึงใจให้หญิงสาวรับรู้ แต่เซเฟย์นีย์มิได้ใส่ใจ
“ท่านพี่ก็วางมีดไว้ให้นี่คะ ให้พวกคุณตัดเชือกออกไง”
“บ้าเรอะ! ถ้าจะให้ตัดได้ง่ายๆ แล้วหมอนั้นจะมัดพวกเราไว้หา พระแสงอะไรเล่า!” ร่างกำยำขึ้นเสียงอย่างเหลืออด
“ทำไมไม่ถามท่านพี่ล่ะคะ” เซเฟย์นีย์ถามกลับเสียงซื่อ
“แล้วที่มัดเราไว้ตั้งแต่เที่ยงเมื่อวานจนป่านนี้พี่หล่อนโผล่หัวมา นี่บ้างรึเปล่าล่ะยัยเบ๊อะ!” อัลซาร์ตวาดลั่นเสียงดังอย่างเหลืออด และไม่ ทันที่หญิงสาวจะโต้ตอบสิ่งใด
‘โครม!’
เสียงสนั่นลั่นขึ้นพร้อมประตูบานไม้ที่เปิดกว้างไว้ล้มโครมบน ชานเรือน
บุรุษร่างสูงเจ้าของเรือนผมสีเงินทอประกายเหลื่อมสีอเมทิสต์ ยื่นนิ่งอยู่เบื้องหน้าบานประตูที่พังลงบานนั้น
“กราดิอาส” เสียงทุ้มขานนามนั้นเบาๆ
ฉับพลัน...ร่างจิตวิญญาณปรากฏขึ้นจากเสาไม้ต้นใหญ่ที่ชาย ทั้งสามนั่งอยู่
“แว้ก!” เสียงอุทานดังลั่นจากลูกน้องเอบี
ชั่วเวลานั้นแม้ลูกพี่จะนั่งนิ่งไม่โวยวาย หากด้วยสีผิวที่ขาวซีดลง เพียงเสี้ยววินาทีก็บอกอาการขวัญสยองออกมาชัดเจน
“หลอกมันเลยกราดิอาส” ร่างสูงว่าพลางเดินตรงมายังชาย ทั้งสาม
จิตวิญญาณกราดิอาสเสมือนรับรู้ในคำสั่ง ร่างหมอกควันสีขาว แปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายน่าสยดสยองในบัดดล
“เฮ้ย! กลัวแล้ว! กลัวจริงนะเว้ย!” ลูกน้องเอโวยลั่น พร้อมก้ม หน้าลงหลบปลายลิ้นอาบโชกด้วยหยาดโลหิตของจิตวิญญาณที่เปลี่ยน ร่าง เปลือกตาบางข่มลงสนิทเช่นเดียวกับลูกน้องบี ด้วยเพราะไม่อาจทน มองภาพน่าสะอิดสะเอียนของจิตวิญญาณกราดิอาสได้
“ห...เห็นไหม.. พอจะตัดเชือกนะ อ...ไอ้ผีที่พี่เธอเลี้ยงไว้มันก็ โผล่มา ฮึ่มแฮ่ใส่เรา...” อัลซาร์บอกหญิงสาวทั้งหน้าถอดสี
และไม่ทันให้น้องสาวโต้ตอบสิ่งใด เซเฟียลิสต์ก็ดึงมือเรียวบาง ของหญิงสาวฉุดให้ร่างระหงลุกขึ้นก่อนจะดึงร่างนั้นมาโอบไว้แนบอก
“หลอกมันเข้าไปเลยกราดิอาส!” ชายหนุ่มออกคำสั่งอีกครั้ง ด้วยความหงุดหงิด
“ไม่มีใครสั่งใครสอนหรือไงวะ เดี๋ยวยัยบ้า เดี๋ยวยัยเบ๊อะ มาว่า น้องคนอื่นเสียๆ หายๆ ได้ยังไงไอ้ลิงกบฏ!”
“แกว่าใครเป็นลิงกบฏ!” กระแสเสียงดังลั่น ชั่วครู่ที่ความโมโห ทำลายความกลัวลงไปได้สิ้น
“กราดิอาส!” เซเฟียลิสต์ขานนามนั้นอีกครั้ง
ร่างจิตวิญญาณกลับแปรรูปเป็นหญิงสาวที่อาบโชกด้วย หยาดโลหิตเข้าสวมกอดร่างกำยำ อัลซาร์หยุดนิ่งลงทันที
ร่างนั้นมีเพียงกายท่อนบนกับลำไส้รุ่ยหลุดห้อยไปมา หยาด เลือดสีแดงหยดลงพื้นไม้สีน้ำตาลเข้ม จิตวิญญาณกราดิอาสปล่อย ลูกตาให้หลุดโปนออกนอกเบ้าเพื่อเหลือบขึ้นมองใบหน้าขาวซีดของ ผู้นำคิวซอร์ที่บัดนี้ทั้งร่าง แข็งทื่อดุจศิลาก็ไม่ปาน กะโหลกศีรษะบิดเบี้ยว เริ่มปริแยก มันสมองค่อยไหล เรื่อยออกมาจากรอยร้าวของศีรษะสีโลหิต
“ก...กะ...” กระแสเสียงสั่นพร่าเช่นเดียวกับร่างกายอันสั่นเทา นี่ถ้าไม่คิดว่าจะเสียศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย...ไม่สิ ถ้าไม่คิดว่าจะเสียศักดิ์ศรีของ ผู้นำกลุ่มคิวซอร์แล้วล่ะก็ อัลซาร์คงจะปล่อยโฮหรือไม่ก็เป็นลมพับไปใน วินาทีนี้เลยแน่ๆ
“กะ...กะ...” ลิ้นระรัวพันกันอย่างไม่เป็นภาษา ที่ยิ่งกว่าความ กลัวก็คือให้ตายเถอะ! มันน่าเจ็บใจจริงๆ ไอ้สีหน้าแสยะยิ้มของเจ้าเซบัส ติงต๊องนั่น แถมยังสายตาที่ปรายมองกันอย่างเหยียดหยันสุดๆ นั่นอีก
“กะ...กลัว... มันกลัวนะเว้ย!” อัลซาร์ปลดปล่อยเสียงของตน ดังลั่น จิตวิญญาณกราดิอาสผงะออกทันทีด้วยความตกใจ ร่าง น่าเกลียดน่ากลัวกลับกลายเป็นกลุ่มหมอกควันตามเดิม
“โอ๋ๆ กราดิอาสอย่าตกใจนะ คนบ้าก็อย่างนี้แหละ” เซเฟียลิสต์ ว่าพลางยื่นมือขึ้นไล้หมอกขาวสีขาวเบาๆ
จิตวิญญาณค่อยๆ กลับแปรร่างอีกครั้ง หากครานี้กราดิอาส แปลงเป็นเด็กชายตัวเล็กหน้าตาจิ้มลิ้มตรงเข้าสวมกอดผู้ บังคับบัญชา การฐานทัพจักรวรรดิ
“ค...ใครบ้าวะ!” หัวหน้าคิวซอร์ตวาดเสียงลั่น
“รู้ว่าคนกลัวยังมา หลอกเอาๆ อยู่ได้!”
“แล้วไอ้บ้าที่ไหนอยากมาเรียกน้องคนอื่นว่ายัยเบ๊อะก่อนล่ะ” ร่างสูงว่าอย่างไม่ใส่ใจ นัยน์ตาสีอเมทิตส์ละจากร่างกำยำเบื้องหน้ามา ยังร่างเด็กน้อยของจิตวิญญาณ มือใหญ่ลูบศีรษะเล็กๆ ของเด็กชายเบาๆ
“ไม่เป็นไรนะ กราดิอาส ฉันอนุญาตให้พวกนี้ตัดเชือกออกได้”
เด็กชายผู้เป็นจิตวิญญาณฟังคำชายหนุ่มพร้อมพยักหน้ารับ มีดสั้นบนพื้นสีน้ำตาลที่เซเฟียลิสต์วางเอาไว้ลอยมายังมือเล็กๆ คู่นั้น กราดิอาสลอยร่างของตนไปยังเชลยทั้งสามอีกครั้ง ปฏิกิริยาตอบกลับคือ ชายฉกรรจ์สามคนตัวแข็งทื่อ
กราดิอาสมองตาชายหนุ่มที่เคยตวาดเขา ใบหน้าคมยังคงซีด เผือด ทว่า จิตวิญญาณมิใส่ใจ มีดสั้นในมือเล็กตัดลงบนเส้นเชือกหนา ปลดปล่อยเชลยทั้งสามจากพันธนาการ และเมื่อเสร็จหน้าที่ของตนร่าง จิตวิญญาณก็กลับอันตรธานหายไปอีกครั้ง
“ก...แก!” ผู้นำกลุ่มคิวซอร์พุ่งหมัดใส่ชายหนุ่มทันทีที่เป็นอิสระ ฉับพลันเซเฟียลิสต์เบี่ยงกายหลบหลีก ร่างกำยำเสียหลักล้มโครมลงบน พื้นปังใหญ่
“ว้าย!” เซเฟย์นีย์ในอ้อมแขนพี่ชายอุทานพร้อมยกมือเรียวขึ้น ระดับปาก
“เป็นอะไรรึเปล่าคะ” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยดวงหน้าแย้มยิ้ม คล้ายไม่ใส่ใจห่วงใยเท่าไรนัก
“สมน้ำหน้า ไม่ต้องไปห่วงมัน” ร่างสูงซ้ำเติม ริมฝีปากคม เหยียดออกน้อยๆ มุมปากอย่างสะใจ
“แก! ไอ้เซบัสโรคจิต!” อัลซาร์ตวาดลั่น
“อยากโดนอีกหรือไงเจ้าบ้า” ผู้บังคับบัญชาตอบกลับหน้านิ่ง
“รู้ว่าคนกลัวยังมาหลอกเอาๆ อีก! หัวใจวายตายได้ง่ายๆ นะเว้ย!”
“อยากมาว่าน้องคนอื่นก่อนทำไม” เซเฟียลิสต์เถียงกลับ และ โดยไม่รอคำตอบจากชายหนุ่ม นัยน์ตาสีอเมทิสต์ก็กลับมาจับยังร่าง บอบบางในอ้อมแขนของตน
“เฟย์นีย์มาทำอะไรที่นี่” กระแสเสียงอ่อนโยนผิดกับเมื่อยาม สนทนากับหัวหน้ากลุ่มคิวซอร์ลิบ
“ธุระนิดหน่อยค่ะ” หญิงสาวตอบพี่ชายด้วยดวงหน้าแย้มยิ้ม
“กับไอ้ลิงเถื่อนพวกนี้?”
“ใครลิงเถื่อน!?” สามเสียงจากสามเชลยท้วงขึ้นพร้อมกัน
“ค่ะ”
“ธุระอะไร” พี่ชายสอบสวนทันที
“แหม...ก็บ้านอยู่ตรงข้ามกันจะไม่ทักทายเพื่อนบ้านได้ยังไง คะ” เซเฟย์นีย์ตอบเสียงอ้อนด้วยคำตอบที่เธอรู้ดีว่าพี่ชายจะไม่ซักไซ้ สิ่งใดต่ออีก
“กลับไปก่อนได้ไหม พี่มีธุระจะคุยกับเจ้านี่”
หญิงสาวฟังคำพี่ชาย ดวงหน้าละมุนพยักรับ ริมฝีปากบางแย้ม รอยยิ้มละไมแก่ชายหนุ่มก่อนที่ร่างระหงจะเบี่ยงกายออกจากอ้อมแขน กำยำที่โอบกอดเธอ เซเฟย์นีย์มิได้ผละจากพี่ชายแล้วกลับลงเรือนไปใน ทันที หญิงสาวเดินมาหยุดอยู่หน้าชายหนุ่มผู้นำกลุ่มคิวซอร์
นัยน์ตา สีฟ้าครามมองสบดวงตาสีรัตติกาลของร่างกำยำนิ่ง ครู่หนึ่งมือเรียวจึงยื่น จับกุมมือของชายหนุ่มไว้แน่นโดยมิได้สนใจกับสายตาเข่นเขี้ยวของ พี่ชายที่พุ่งเป้าไปยังอัลซาร์เลยแม้แต่น้อย
“ท่านพี่เห็นอย่างนี้แต่เป็นคนดีมากๆ เลยนะคะ ถึงตอนนี้อัลซาร์ จะเป็นศัตรูกับท่านพี่ แต่เฟนีย์ขอฝากท่านพี่ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ”
พูดจบร่างระหงก็วิ่งกลับลงเรือนไปในทันที นัยน์ตาสีฟ้าครามไม่แม้แต่จะ เหลียวกลับมามองกิริยางุนงงของ ทั้งอัลซาร์และพี่ชายของเธอเลยแม้ แต่น้อย
หัวหน้ากลุ่มคิวซอร์ยืนนิ่งอึ้งงงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อตั้งสติได้ดวงตา สีรัตติกาลจึงหันมาจับภาพบุรุษร่างสูง
“น้องนายเป็นอะไรวะ” คำถามเอ่ยกล่าวอย่างงงๆ
“จะไปรู้เรอะ” เซเฟียลิสต์ว่าอย่างไม่ใส่ใจ แม้ลึกๆ จะพิศวง ไม่แพ้อีกฝ่ายก็ตาม
“น้องสาวฉันอย่ามาหวังแอ้มซะให้ยากเลยแก”
“ไอ้บ้า!” อัลซาร์สวนกลับทันที หากร่างสูงมิได้ใส่ใจ
“มาคุยธุระกันดีกว่า”
+++++++++++++++++++++++++
....................................................................................Comment

