มิติวิญญาณ

posted on 30 May 2009 13:56 by alkazia in ShortStory

ลิงก์ตอน 1 รื้อชั้นหนังสือเอานะคะ

Note: เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้น คิดว่าโพสต์อย่างมากก็น่าจะจบได้ภายใน 3 ตอน ไม่น่าเกินนั้น เป็นเรื่องเก่า เขียนไว้นานแล้ว ประเด็นมาจากประสบการณ์ตัวเองนี้แหล่ะ เลยตัวเองเป็นตัวเอกไปซะ (กล้าดีม๊า 5555) ตีพิมพ์ครั้งแรกในรวมเล่มหนังสือประสบการณ์ผี 'สยองขนตั้ง' ปี 2546 พอดีรื้อ File ไปมาแล้วเกิดมาเจอเข้า เลยเอามาให้อ่านกันเล่นๆ ค่ะ ไม่มีความน่ากลัว(มั้ง)ตามเคย สงสัยเราจะไม่มีพรสวรรค์ในการเขียนเรื่องผีแฮะ

 

มิติวิญญาณ 2

เรามองตามรถเมล์คันที่วิ่งผ่านหน้าเราไปด้วยความพิศวง ไม่ได้มีความกลัวหรือความกังวลแต่อย่างใดจะครอบคลุมจิตใจของเราได้เลย เราเพียงแค่แปลกใจเท่านั้น ไม่ได้แปลกใจที่รถเมล์ ไม่ได้แปลกใจที่ผู้โดยสาร
แต่แปลกใจที่วันนี้… มันเกิดอะไรขึ้น?


บรรยากาศรอบกายเราแปลกไป คนรอบข้างเราก็ดูแปลกๆ พวกเขาไม่สงสัยกันเลยว่าทำไมวันนี้มันถึงได้เงียบเหงานัก
ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเวลาถึงผ่านไปเร็วนัก แค่ช่วงที่เราเปลี่ยนเสื้อเวลาผ
่านไป 4-5 ชั่วโมงโดยที่เราไม่รู้ตัว

ไม่ใช่แค่ผู้คนรอบข้าง แต่ถนนทั้งถนนเงียบเหงา จะหารถวิ่งผ่านสักคันยังยากยิ่ง
ที่ผ่านไปก็… เป็นรถที่จะแล่นไปไหนก็ไม่รู้อีก

มันน่าแปลกมาก เหมือนทุกคน ‘รู้’ อะไรสักอย่างหนึ่งแล้วพยายามไม่ออกม
านอกบ้านเสียอย่างนั้น

เราเดินไปบนถนนอันว่างโล่ง เหมือนในหัวเราว่างเปล่าไปหมด จะว่าเดินใจลอย
คิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม รู้แต่ว่าตัวเองเดินไปเรื่อยๆ เท่านั้น

จนกระทั่งถึงสะพานเกษะโกมล เมื่อข้ามสะพานแล้วปกติเราต้องเลี้ยวขวา แต่อย่างที่ว่า ในหัวเราตอนนั้นมันว่างเปล่าไปหมด ทั้งที่รู้ตัวแต่เหมือนมีอะไรผลักดันทำให้เราต้องเดินต่อไป…
เราเดินตรงไป ตรงไป ตรงไปเรื่อยๆ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาตามท้องถนนเริ่มเยอะขึ้นๆ จากความเงียบงันกลับกลายเป็นพลุกพล่าน และสิ่งที่ปลุกให้เราตื่นขึ้นจากภวังค์ก็คือ…

แสงสว่างแผดกลางลงบนเส้นทางที่เคยมืดมิด เราสะดุ้งขึ้นสุดตัว แหงนหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้า พระอาทิตย์ดวงโตโผล่มาจากไหนเราก็ไม่รู้ หรือว่า… สว่างแล้ว… เป็นไปได้อย่างไร…?

เราหันซ้ายมองขวา แล้วก็รู้ว่าเราเดินเลยทางที่ตั้งใจจะไปเสียแล้ว แต่…

ถึงในหัวจะว่างเปล่า แต่เราก็มั่นใจ เรามีสติรับรู้อยู่ตลอดจริงๆ และเราก็แน่ใจด้วยว่าเราเลยสะพานเกษะโกมลมาไม่ไกลไม่น่าจะเลยถนนเศรษฐศิริได้ (ข้ามแยกเกษะโกมลมาจะเป็นถนนเศรษฐศิริ) และต่อให้เลยถนนเศรษฐศิริไปแล้วจริงๆ
มันก็ต้องเป็นทางรถไฟสามเสน ไม่ใช่ที่ที่เรายืนอยู่อย่างแน่นอน

มันเป็นสถานที่ที่บอกไม่ถูก เราไม่รู้หรอกว่าที่นี่คือที่ไหน แต่ถ้าจะให้บรรยายก็คงคล้ายๆ
กับแถวๆ สะพานมัฆวานรังสรรค์กระมัง แต่ก็ต่างกันลิบเลยเหมือนกัน ไม่รู้สิ เราบอกไม่ถูก
หรอกว่ามันเป็นยังไง ที่แน่นอนตอนนี้เราได้ก้าวมาอยู่ในสถานที่ที่เราไม่เคยรู้จักไปเสียแล้ว

อย่าถามเราว่าเรารู้สึกกลัวไหม อารมณ์เรามันตายด้านอยู่แล้ว สิ่งที่เรารู้สึกในเวลานั้นคือ…
ความสงสัยที่ว่าวันนี้มันเป็นอะไรกันแน่ ทำไมถึงมีแต่เรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น แล้วที่นี่คือที่ไหน เราเดินมาถึงนี่ได้ยังไง และทำอย่างไรเราจึงจะกลับไปที่เดิมได้

เรายืนพิจารณาเหตุการณ์อยู่ครู่หนึ่ง สักพักจึงตัดสินใจเดินกลับหลังหัน
ในเมื่อทางนี้ไปไม่ได้ไปอีกทางก็ได้ เราคิดอย่างนี้แล้วเริ่มต้นเดินกลับไปทาง
บางกระบือทันที ทว่า…

เราแทบไม่อยากจะเชื่อเลย เราเพิ่งข้ามแยกสะพานเกษะโกมลมาได้ไม่เท่าไหร่จริงๆ
เพราะเมื่อเราหันหลังกลับไป สะพานเกษะโกมลยังปรากฏชัดอยู่เบื้องหน้า หากสิ่งที่หายไปนั้น…

ถนนพระรามที่ 5 ซึ่งเราต้องเดินทางไปในเส้นนั้นมันกลับอันตรธานหายไปเสียแล้ว…

เราไม่สนใจว่าถนนสายนั้นหายไปไหน เรารู้อยู่อย่างเดียวว่าเราจะต้องไปในที่ใดที่หนึ่งให้ได้ ตอนนั้นในสมองเราแค่คิดว่าเราจะไปบ้านเพื่อน ทว่า ในจิตส่วนลึกเหมือนกับได้ปฏิเสธ
จุดหมายปลายทางนั้นอยู่ตลอดเวลา เราต้องเดินทางไปในที่ใดที่หนึ่ง ต้องเดินทางไปให้ถึง ที่นั่นมีคนรอเราอยู่มากมาย จุดหมายนั้นที่เราคิดว่าเป็นบ้านเพื่อน แต่หากไม่ใช่แล้วมันคือที่ใด…?

เรายังคงก้าวเดินต่อไป พยายามจะกลับทางเดิมข้ามสะพานเกษะโกมลไปยังทางบางกระบือ
ให้ได้ ทว่า

เราไม่รู้ว่าควรจะอธิบายในสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า… ทำอย่างไรถึงจะพรรณนาความรู้สึกของเราในเวลานี้ออกไปให้คนอื่นรับรู้ได้ ก็ในเมื่อ…
ถนนเส้นนั้น…. ที่เพียงข้ามสะพานไปทุกอย่างก็จะจบสิ้นลง หากสะพานอันนั้น…

ทั้งๆ ที่เห็นอยู่ใกล้นิดเดียวแต่ไม่ว่าจะเดินไปเท่าไรก็ไม่ถึงสักที ราวกับว่า…
มันยิ่งห่างไกล… ห่างไกล…ออกไป…

จนท้ายที่สุด…

เราเริ่มตัดใจ ในเมื่อไปไม่ได้ก็ไม่ไป เราหันกลับมาเดินทางเก่าในทางที่เราไม่รู้จัก บางทีอาจจะมีทางอื่นอีกที่สามารถไปหาเพื่อนเราได้
เราเดินไปเรื่อยในเส้นทางสายนั้น…

จะเป็นเวลานานเท่าไร เราก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่มันเหมือนกับการเดินทางอันยาวนาน
ในชั่วเวลาเพียงเสี้ยวนาที และเมื่อเรารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้กลับ
ปรากฏชัดเจนในเบื้อหน้า

เรากำลังยืนอยู่ท่ามกลางโบราณสถานอันกว้างใหญ่ เป็นโบราณสถานอะไร ที่ไหน เราไม่รู้ แต่… อย่างเดียวที่เรารู้สึกได้ในเวลานั้น นั่นคือ เรารู้จักที่นี่ เราไม่เคยมา แต่เรากลับรู้จักมัน ใช่แล้ว…
ในฝัน เราเคยฝันถึงซากโบราณสถานแห่งนี้หลายครั้งมาก ประมาณสามครั้งเห็นจะได้ เราไม่คิดว่ามันเกี่ยวข้องอะไรกับเรา เพราะอย่างไรมันก็เป็นเพียงความฝัน ทว่า…

เวลานี้… เรายืนอยู่ยังสถานที่ในฝันของตนเอง…!

ในซากโบราณสถานอันเก่าแก่ ไม่ได้มีเพียงเราที่ยืนอยู่ ณ แห่งนั้น รอบกายยังคนอีกมากมาย ทุกคนแต่งกายสมัยปกติเหมือนกับเรา เป็นคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเรา แต่เหมือนกับในความรู้สึกเราคิดว่าเค้าอายุอ่อนกว่าเราอย่างไรไม่รู้

น่าแปลกตรงที่ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นผู้หญิงทั้งหมดทั้งสิ้น

ไม่ใช่เพียงแค่ผู้หญิงเหล่านี้เท่านั้น เรายังรู้สึกเหมือนรอบข้างเรามีอณูของวิญญาณ
อื่นอยู่อีกมากมาย เค้าไม่ได้ปรากฏกายแต่เรามองเห็น แต่จะให้เรียกว่ามองเห็นก็ยังไม่ได้อีก เพราะมันเหมือนกับว่าเรารู้เห็นอยู่ในจิตว่าพวกเธอเป็นอย่างไร มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร
แต่งตัวแบบไหน แต่เราไม่ได้เห็นพวกเธอด้วยตาเนื้อเหมือนกับที่เราเห็นผู้หญิงพวกนั้น

อณูของวิญญาณ หรือบางสิ่งอาจเป็นจิตวิญญาณชั้นสูงที่เรามองเห็น ทุกตนก็ล้วนแต่
เป็นผู้หญิงทั้งสิ้น

เรารู้ว่าเจ้าของโบราณสถานแห่งนี้ซึ่งเป็นจิตวิญญาณชั้นสูงที่เรามองเห็น เธอเป็นเจ้าแม่หรืออะไรสักอย่างหนึ่งที่มีบริวารมากมายคอยตาม เธอไม่ได้พยายามจะคุยกับเราแล้วก็เราก็ไม่ได้พยายามจะคุยกับเธอ แน่นอนที่สุด สิ่งเดียวที่เราคิดจะทำในเวลานี้ก็คือหาทางออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร…

 

To be continue.

 


................................................................................................... Comment

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ก็แต่งเองสีคะ บอกแล้วว่ามันเป็นเรื่องสั้นอ่ะ embarrassed

#2 By Zeren on 2009-05-30 14:27

แต่งเองรึปล่าวคับbig smile

#1 By นายโยจิ^_^ on 2009-05-30 14:18